แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

5 ธันวาคม 2559

โปรแกรมออมทอง.. พันเดียวก็เริ่มลงทุนได้


    ทองคำ คือสินทรัพย์ประเภทหนึ่งในโลกของการลงทุน เราเรียกสินทรัพย์ประเภทแร่ต่างๆ เช่น เงิน ทองแดง ทองคำ ว่า สินค้าโภคภัณฑ์ แต่สิ่งที่ถือเป็นลักษณะพิเศษของทองคำคือ เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีมูลค่าในตัวของมันเอง แตกต่างจากสินทรัพย์การลงทุนประเภทหุ้นที่ราคาของหุ้นจะปรับตัวขึ้นหรือลงนั้นขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท ยิ่งบริษัทมีรายได้ที่โตมากขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มว่าราคาหุ้นของบริษัทนั้นจะปรับตัวขึ้นตาม แต่ทองคำจะถูกโถมซื้อหรือกระหน่ำขาย ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนักลงทุน (หลักการขึ้นและลงของราคาทองคำ) อย่างไรก็ตามราคาทองคำนั้นถ้าจะลงทุนจริงๆต้องซื้อกันในปริมาณที่มากเพื่อให้ได้เห็นผลต่างกำไรอย่างมีนัยยะสำคัญ และทองคำแต่ละบาทนั้นมีราคาสูง ทำให้บางคนที่มีความคิดที่อยากจะลงทุนในตลาดทองคำนั้นคิดหนักเนื่องจากเม็ดเงินลงทุนนั้นไม่หนาพอ แต่ปัจจุบันมีการลงทุนในทองคำประเภทหนึ่งที่เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินออมแค่หลักพันต่อเดือนเท่านั้น เราเรียกการลงทุนประเภทนี้ว่า โปรแกรมออมทองคำ โปรแกรมนี้เขาเอาเงินของเราไปทำอะไรกับทองคำ? เราสามารถชำระเงินออมและผลตอบแทนได้อย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบครับ




โปรแกรมนี้เอาเงินของเราไปทำอะไร?
โปรแกรมออมทองคำ จะนำเงินที่เราทยอยสะสมไปซื้อทอง จำนวนเงินแต่ละงวดที่เราตั้งไว้จะถูกเปลี่ยนประเภทสินทรัพย์จากจำนวนเงินกลายเป็นทองคำ แต่จะเป็นในรูปแบบการซื้อสะสมจนครบเป็นจำนวนบาทของทอง ยกตัวอย่างเช่น ทองคำ 1 บาท มีน้ำหนักประมาณ 15.244 กรัม สมมติว่าคุณตั้งให้บัญชีของคุณตัดยอดแต่ละเดือนจำนวน 1,000 บาท เพื่อโอนเข้าสู่โปรแกรมออมทองคำของโบรคเกอร์ที่คุณเลือกลงทุนด้วย (ATS: Auto Trade System) คุณจะได้ยอดทองสะสมในแต่ละเดือนเท่ากับ 76.10 มิลลิกรัม หมายความว่าคุณจะได้รับทองคำหนึ่งบาทเมื่อโอนเงินจำนวนเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลา 20 เดือน (76.10 มิลลิกรัม x 20 = 1,522 มิลลิกรัม หรือ 15.22 กรัม) อย่างไรก็ตามราคาทองคำนั้นจะถูกอิง ณ วันที่คุณแจ้งขายกับโบรคเกอร์ของคุณ นอกจากคุณจะสามารถขายคืนทองคำเพื่อแลกเป็นจำนวนเงินโอนเข้าบัญชีของคุณแล้ว (เงินจะเข้าหลังจากวันที่คุณขายสองวันหรือ T+2) คุณสามารถเลือกที่จะรับเป็นทองคำแท่งได้เช่นกัน จำนวนเงินออมในแต่ละเดือนรวมถึงหมายเลขบัญชีที่ผูกติดกับโปรแกรมออมทองสามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกันแต่ควรมีการแจ้งไปที่โบรคเกอร์ล่วงหน้าประมาณ 5 – 7 วัน ข้อสำคัญคือหากคุณผิดชำระไม่ส่งเงินเข้าโปรแกรมออมทองเป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน บริษัทมีสิทธิ์พิจารณาปิดบัญชีของคุณได้ และคุณจะต้องมารับทองคืนตามยอดสะสมที่มี หรือเงินคืนตามข้อกำหนดของบริษัท

ควรมีความรู้ความเข้าใจในตลาดทองคำ
ไม่ว่าคุณมีความคิดที่จะลงทุนผ่านโปรแกรมออมทองหรือกำลังลงทุนกับวิธีการลงทุนนี้อยู่ ควรจะหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมคนถึงแห่ขายทองซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ราคาทองคำตกหรือทำไมคนถึงกำลังเข้าแห่ซื้อทองซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้น และเมื่อทำกำไรถึงจุดหนึ่งนั้นควรขายออกมาบางส่วนก่อน เพื่อรอช่วงจังหวะเวลาที่ทองคำปรับตัวลงอยู่ในระดับราคาที่น่าสนใจ การมีเงินทุนอย่างเดียวไม่ใช่ว่าจะลงทุนกับสินทรัพย์อะไรก็ได้ ควรศึกษาให้ดีเกี่ยวกับกลไกการขึ้นลงของราคาสินทรัพย์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง หุ้น ตราสารหนี้ และค่าเงิน มิเช่นนั้นอาจเป็นไปได้ว่าคุณอาจจะซื้อของในราคาที่แพงกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็น (Corrective Price) และจำเป็นจะต้องขายในราคาที่ถูกกว่ากรณีตลาดทองคำนั้นถูกเทขายเป็นอย่างหนัก จะซื้อหรือลงทุนอะไร ควรถามหาเหตุผลให้ดีว่า ทำไมเราถึงเลือกนำเงินลงทุนกับสินทรัพย์นั้นๆ?

เว็บไซต์รายละเอียดโปรแกรมออมทองคำในประเทศไทยที่คุณสามารถสมัครได้:
www.huasengheng.com   (ฮั่ว เซ่ง เฮง)
www.ausiris.co.th (ออส ซิ ริส)

ที่มา : เขียนโดย ชัยสิทธิ์ บุนนาค Content Writer



หากชอบ และถูกใจ กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ ^^

9 พฤศจิกายน 2559

“คิดทั้งที คิดใหญ่ไปเลย” 5 ข้อคิดความสำเร็จของโดนัลด์ ทรัมป์


ไม่ว่าคุณจะเกลียดหรือจะรัก โดนัลด์ ทรัมป์ ที่แน่ๆคือผู้ประกอบกิจการเรียนรู้บางอย่างจากความสำเร็จและภาวะผู้นำของทรัมป์ได้ ที่ผ่านมาทรัมป์ได้หาเสียงอย่างดุเดือดเพื่อชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา แม้ทรัมป์ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเมืองเท่าคู่แข่ง แต่ทรัมป์ก็ได้พิสูจน์ภาวะผู้นำและความสำเร็จในธุรกิจ มาแล้วหลายๆครั้ง

อยากรู้หรือไม่ว่าทรัมป์เป็นนักธุรกิจที่มาไกลขนาดนี้?  มาดู 5 ข้อคิดที่ผู้กประกอบการอย่างเราต้องเอามาใช้

1. ความมั่นใจเต็มเปี่ยม
และความมั่นใจนี่แหละที่แยกระหว่างนักแสดงระดับโลกกับคนธรรมดาทั่วๆไป ทรัมป์เป็นพวกที่เชื่อมั่นในตัวเองสูงจนคนคิดว่ามากเกินไปเสียด้วยซ้ำ คุณคิดจริงๆหรือว่าคุณไปบอกทรัมป์ต่อหน้าว่าทรัมป์ไม่มีวันสำเร็จหรอก มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีทาง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยอมแพ้อะไรง่ายเกินไป ทั้งๆที่ยังไม่ได้งัดศักยภาพออกมาใช้เต็มที่เลย ซึ่งน่าเสียดายมากๆ สาเหตุน่ะหรือ? เป็นเพราะส่วนใหญ่ไม่เชื่อตัวเองและความสามารถของตังเองไง คุณลองนับดูสิว่าวันๆหนึ่งคุณพูดกับตัวเองและคนอื่นว่า “เป็นไปไม่ได้”“เราทำไม่ได้” ไปแล้วกี่ครั้ง

มันอยู่ที่ความคิดว่าทำได้หรือไม่ ถ้าคุณจะเอาซะอย่าง คุณทำได้แน่ๆ


2. อ่อนแอก็แพ้ไป
ช่วงที่ทรัมป์เป็นหนี้มหาศาลกว่า 9 พันล้านเหรียญในต้นยุค 1990 คุณคงคิดว่าชีวิตของทรัมป์นั้นจบไปแล้ว ทั้งๆที่จริงแล้วตรงกันข้ามเลยทีเดียว คุณเคยได้ยินหรือไม่ว่า “การพนันสวนแชมป์เป็นการพนันแย่ๆ” หลายๆคนเจออุปสรรคนิดหน่อยก็ยอมแพ้ ถอดใจเสียแล้ว สุดท้ายก็กลับไป “Comfort Zone” ของตัวเอง แต่ผู้ประกอบการชั้นเยี่ยมจะรู้ว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาจากการล้มแล้วลุกขึ้นสู่อยู่ตลอดเวลา พวกมือสมัครเล่นเอาแต่นับว่าตัวเองเคยล้มเหลวมาแล้วกี่ครั้ง แต่แชมป์อย่างทรัมป์ไม่เข้าใจว่าการยอมแพ้มันคืออะไร แชมป์ยอมที่จะล้มซ้ำแล้วซ้ำล่า แล้วลุกขึ้นสู้ทุกครั้ง

อย่างที่ทรัมป์บอก “บางครั้งก็ต้องแพ้บ้างถึงจะชนะสงคราม”


3. คนจริงไม่รอให้ใครมาบอกว่าเขาเก่งหรอก
หลายๆครั้งเรามักจะรอให้ใครมาชมเราถึงจะมั่นใจว่าเราเก่งมีความสามารถเป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ แต่ในเรื่องของการทำธุรกิจนั้นพวกคำชมสรรเสริญกลับฉุดรั้งเราไม่ให้พัฒนาตัวเองโดยเฉพาะพวกที่มีพรสวรรค์ แต่ทรัมป์ไม่สนใจว่าใครจะพูดหรือคิดอย่างไรกับทรัมป์ และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทรัมป์ระสบความสำเร็จมาโดยตลอด จำไว้ คุณนั่นแหละที่รับผิดชอบพนักงานและลูกค้าของคุณ จงซื่อสัตย์ จริงใจต่อหน้าและลับหลัง แต่คุณไม่ต้องไปรับผิดชอบทัศนคติหรือพฤติกรรมของพนักงานและลูกค้าที่มีต่อคุณ ถ้าคนชอบคุณ ยินดีเถอะ

แต่ถ้าไม่ชอบ นั่นไม่ใช่ปัญหาของคุณ!


4. ชนะเท่านั้น!
เพราะหลายๆครั้งสิ่งที่แยกแชมป์ออกจากพวกขี้แพ้คือ “ความมุ่งมั่น” ล้วนๆ การแข่งขันมีแพ้มีชนะ คะแนนสูสีได้ แต่เรื่องความคิดความอ่านนั้นเทียบกับไม่ได้หรอก พวกมือสมัครเล่นเสียเวลามานั่งคำนวนต้นทุนของความสำเร็จ แต่ทรัมป์ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อชนะเท่านั้น ถ้าคุณเตรียมตัวมาอย่างดี โลกนี้ก็ไม่มีใครมาขวางทางคุณได้หรอก

ชัยชนะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ความมุ่งมั่นที่จะชนะต่างหาก


5. ความขัดแย้งทำให้คุณโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
หลายคนเลือกทำทุกอย่างเพื่อเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ไม่ใช่ทรัมป์ ที่จริงแล้วทรัมป์ยอมรับทุกความขัดแย้งด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับทุกคนที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว สำหรับทรัมป์แล้ว ความขัดแย้งไม่ใช่ภัยแต่เป็นโอกาสที่จะได้มองเห็นปัญหารอบด้านมากขึ้น ผู้นำธุรกิจที่เอาแต่ซุกซ่อนความขัดแย้งไว้มักจะพลาดโอกาสที่จะเติบโตก้าวหน้าต่อไปในอนาคต เมื่อไร่ก็ตามที่คุณกล้าเผชิญหน้าความขัดแย้ง อนาคตของคุณก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดแน่นอน



ทรัมป์เคยพูดไว้ว่า  “ผมชอบคิดใหญ่ คิดทั้งที คิดใหญ่ไปเลย” ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรกับทรัมป์
คุณเรียนรู้จากสไตล์ภาวะผู้นำ ชีวิต และประสบการณ์ในการทำธุรกิจได้แน่นอน



แหล่งที่มา
http://www.inc.com/steve-siebold/5-things-all-entrepreneurs-can-learn-about-success-from-donald-trump.html
......................................

หากชอบ และถูกใจ กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ ^^