แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสวยความงาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสวยความงาม แสดงบทความทั้งหมด

16 มีนาคม 2562

วัยเก๋า 100+ แชร์เคล็ดลับ อายุยืน ไม่อยากป่วยง่าย ต้องอ่าน !!

อายุยืน ไม่ป่วย ด้วยเคล็ดลับทำตามง่าย จาก 4 อาวุโส ต่างสไตล์รอบโลก

อายุยืน ดูจะเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ แต่การมีอายุยืนและยังแข็งแรงอยู่นี่สิ ต้องทำอย่างไร วันนี้ เรามีเคล็ดลับจากคุณตา คุณยาย อายุกว่าร้อยปีมาบอกเล่าประสบการณ์

คุณยายเจอราลีน ทาลลี่ วัย 116 ปี จากมลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

1.อยู่กับลูก หลังจากคุณตาเสียชีวิตลง เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ลูกสาวก็ย้ายมาอยู่เป็นเพื่อน
2.ทําใจให้สงบ โดยไม่รู้สึกเป็นทุกข์กับสังขารที่ร่วงโรยตามวัยเลย
3.ฟังข่าวสารการกีฬา ซึ่งช่วยให้กระชุ่มกระชวยตลอดเวลา
4.กินอาหารสุขภาพ เช่น สลัดมันฝรั่ง ขนมปังน้ําผึ้ง ปลา ผัก ผลไม้
5.หลีกเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ด และงดเดลี่โปรดักต์
6.ทําอาหารกินเอง และเผื่อแผ่เพื่อนบ้าน เมนูยอดฮิตคือ พายวอลนัท
7.ขยันเดิน แม้คุณยายต้องใช้ไม้เท้า แต่เธอก็เดินรอบห้องหรือรอบบ้านเป็นประจํา
8.ออกกําลังกายสม่ําเสมอ ด้วยการส่ายสะโพกและเตะเท้าต่ําๆ
9.ปฏิบัติดีต่อคนอื่น เหมือนที่อยากให้เขาปฏิบัติต่อเธอ

คุณยายคะมะดะ นะคะซะโตะ อายุ 102 ปี จากประเทศญี่ปุ่น

คุณยายผู้นี้อยู่ที่แหลมมะโตะบุ เมืองโอกินาวา ผู้มีชีวิตอันแสนวิเศษในวัยกว่าหนึ่งศตวรรษ เคยมีคนถามคุณยายคะมะดะ ว่าเคยกินแฮมเบอร์เกอร์หรือดื่มโค้กบ้างไหม เพราะโอกินาวาเป็นเมืองที่มีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดมากกว่าที่ไหนๆ ในญี่ปุ่น ทว่าครั้งแรกที่คุณยายเห็นแฮมเบอร์เกอร์ คุณยายถามคนที่กำลังจะกินว่า เธอจะทำอะไรกับมันล่ะนั่นน่ะ ซึ่งนี่พอจะเป็นคำตอบได้แน่นอนว่า คุณยายไม่เคยดื่มโค้กเลยในชีวิต
อาหารในแต่ละวันของคุณยายมักประกอบด้วย ซุปปลา มิโสะซุป ผักต้ม หัวไชเท้า และแครอท อาจมีผัดผักกับน้ำมันเล็กน้อย โดยผัดประเดี๋ยวเดียว และอาจกินเต้าหู้บ้าง พร้อมด้วยชาเขียว ชามะลิ ซึ่งท่านกินทุกมื้อแต่กินพออิ่ม
นอกจากนี้ ผักต่างๆ ก็มาจากสวนผักคุณยายคะมะดะเอง โดยทุกวันคุณยายจะเดินเข้าไปในแปลงผักหลังบ้านเพื่อไปเก็บผักและสมุนไพร เพื่อนำมาทำอาหารทั้งเช้า กลางวัน เย็น นี่เองทำให้คุณยายได้กินอาหารเป็นยามาตลอดชีวิต
อาหารสำคัญที่จะขาดไม่ได้ของคนที่นี่คือ ถั่วเหลือง ทำให้เมื่อเทียบกับชาวอเมริกันในวัยเดียวกันแล้ว พบว่าคนร้อยปีที่โอกินาวามีระดับฮอร์โมนเพศสูงกว่า นั่นเป็นเพราะถั่วเหลืองมีไฟโตเอสโตรเจน และคนโอกินาวากินผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเฉลี่ย 3 ออนซ์ต่อวัน

คุณยายมิซาโอะ โอกาวา วัย 117 ปี จากประเทศญี่ปุ่น

มีเคล็ดลับอายุยืนที่ทุกคนทำตามได้ แต่มักไม่อยากทำ นั่นคือการใช้ชีวิตทุกด้านให้สมดุล เมื่อถึงเวลานอน คุณยายเลือกนอนให้ครบวันละ 8 ชั่วโมง ถึงเวลากินก็จะกินให้ครบ 3 มื้อใหญ่ และที่สำคัญคือ การปล่อยวางต่อเรื่องราวต่าง ๆ โดยคุณยายให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ว่า “อย่าไปจริงจังกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดคือ เลือกกินแต่ของดีมีประโยชน์ เพราะอาหารคือ ยาบำรุงร่างกาย”
ทุกวันนี้เมนูโปรดของคุณยายมิซาโอะก็ยังเป็นข้าวปั้นซูชิแบบเดิม เพราะเชื่อว่าเมนูนี้มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่

คุณยายบาง ทับขุนทด อายุ 104 ปี จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย

เคล็ดลับที่ทำให้คุณยายอายุยืนคือ ตื่นแต่เช้าเข้าสวนหลังบ้านเดินเก็บผักริมรั้ว ออกแรงถางหญ้าพรวนดินพอให้เหงื่อออก จึงกลับเข้าบ้านและกินอาหารมื้อเช้า โดยเน้นน้ำพริกกับผักพื้นบ้านและปลาย่าง นอกจากนี้จะต้องไม่เครียด


เแค่ไม่เครียด อายุก็ยืนยาวขึ้น
อายุยืน, ผู้สูงวัย, ผู้สูงอายุ, ดูแลร่างกาย

กิจกรรมง่ายๆ ช่วยอายุยืน
หนังสือพิมพ์มิเรอร์ออนไลน์ ประเทศอังกฤษ ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อการมีชีวิตยืนยาวไว้ดังนี้

1. ยืนขาเดียวทุกๆเช้า

เช่น ระหว่างการแต่งตัว ลองฝึกทรงตัวด้วยการยืนขาเดียว เพราะเป็นการสร้างความสมดุลของร่างกาย(กระดูก สันหลัง กระดูกเชิงกราน และกระเพาะอาหาร) เมื่อสูงวัยจะช่วยป้องกัน อุบัติเหตุจากการหกล้มกระดูกหักได้

2. มีเพศสัมพันธ์สม่ําเสมอ

อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพราะจากงานวิจัยพบว่า คนที่มีเพศสัมพันธ์น้อยกว่าเดือนละครั้ง มีโอกาสเสี่ยงการ เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงสองเท่า มากกว่าคนที่มีเพศสัมพันธ์สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพราะจะช่วยลดความเครียดเเละทําให้นอนหลับสนิทยิ่งขึ้น

3. งดใช้ครีมกันแดด

ในช่วงเวลา7.00น.-9.00น. เพราะครีมกันแดดจะไปเคลือบผิวหนัง ทําให้วิตามินดีจากแสงเเดดไม่สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ ส่งผลให้เกิดโรคกระดูกพรุนและโรคหัวใจ

4. หัวเราะวันละอย่างน้อย 20 ครั้ง

เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดฮอร์โมนความเครียด และเพิ่มระดับทีเซลล์(TCell) ในการป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง

5. ร้องเพลงขณะอาบน้ํา

จากการศึกษาวิจัยในกลุ่มนักร้องประสาน เสียงของมหาวิทยาลัยเยลเเละมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า พวกเขามีอายุเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น เพราะการร้องเพลงช่วยลดความ เครียด ป้องกันโรคหัวใจ และช่วยไม่ให้เป็นโรคซึมเศร้า

26 กุมภาพันธ์ 2562

วิ่งเปลี่ยนชีวิต ลดน้ำหนัก 40 กก. หนีโรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจ จนหายเกลี้ยง

หากคุณคืออีกหนึ่งคนที่มีปัญหาเรื่องอ้วนอยู่ วันนี้เรามีแรงบันดาลใจดีๆ มาฝาก เป็นเรื่องราวของคุณจอย ซึ่งเธอใช้วิธีการลดน้ำหนักด้วยการวิ่งพร้อมกับสู้กับโรค และผลที่ได้จะเป็นอย่างไร มาชมกันเลย
เธอคนนี้เคยอ้วนถึงร้อยโล แถมยังเป็น โรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจเต้นผิดจังหวะอีก เธอมีชีวิตที่ยากลำบาก เพราะต้องกินยาวันละ 16 เม็ด ฉีดยาอินซูลีน
จนถึงวันที่รู้สึกว่าร่างกายไม่สามารถไปต่อได้แล้ว ร่างกายช้ำไปหมด น้ำตาลสูงมาก ความดันสูงมาก ไขมันพุ่งสุดๆหัวใจเต้นผิดจังหวะอีก ไม่มีอะไรดีเลย “จนถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวเอง” สามีคุณจอยบอกว่า ถ้าเรายังอยากอยู่ด้วยกันนานๆ เรามาเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตกันใหม่เถอะ มาสู้ไปด้วยกัน แม้ว่ามันจะยากก็ต้องทำ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยสักอย่างเดียว
เราเริ่มต้นด้วยการควบคุมอาหารเป็นอันดับหนึ่ง ในช่วง 2 เดือนแรก คุมกันเกือบทุกมื้อ หวาน มัน เค็ม เลี่ยงได้คือเลี่ยงเลย และต่อมาก็ค่อยๆปรับ มีการออกกำลังกายมาช่วยเสริมอีก เริ่มด้วยการเดิน จอยเดินอยู่เป็นเดือน จนน้ำหนักเริ่มลงเรื่อยๆ จาก 90-80-75 กก.
แล้วน้ำหนักก็หยุดนิ่งเกือบเดือน ทำให้จอยท้อมากๆ ผมเลยบอกให้จอยลองเริ่มวิ่ง ซึ่งมันยากมากๆ วันแรกวิ่งได้แค่ 100 เมตรก็ท้อ เหนื่อย หายใจไม่ทัน ปวดเข่าอีก ก็เลยหยุดวิ่ง เมื่อน้ำหนักไม่ลง ก็ต้องเปลี่ยนกิจกรรม ที่จอยชอบแทนเพื่อจะดีขึ้น
เลยไปเต้นแอโรบิกแทน จอยเต้นจนน้ำหนักตัวลดลงมาอีกจนถึง 70 กก.คราวนี้กำลังใจมาเต็มเปี่ยม ผมเลยชวนกลับมาวิ่งอีกครั้ง ครั้งนี้วิ่งไกลขึ้น วิ่งได้ถึง 1.5 กม. และก็วิ่งมาเรื่อยๆ จาก 1 เป็น 2 กม. เพิ่มเรื่อยๆ ตามกำลังที่พอไหว จนน้ำหนักลดลงอีกจนถึงเลข 6 ซึ่งจอยไม่เคยไปถึงเลข 6 เลย ตั้งแต่ป่วยเบาหวาน ทำให้มีกำลังใจมากขึ้น พร้อมไปต่อสุดๆ กลายเป็นชอบวิ่งมากๆ วิ่งเช้า-วิ่งเย็น คุมอาหารควบคู่ไปด้วย จนเปลี่ยนวิธีชีวิตไปเลยก็ได้
พอถึงเวลาไปหาหมดตามนัด หมอก็เริ่มลดยาลงเรื่อยๆ กำลังใจมันก็มาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า “เราใช้ร่างกายมาหนักนานเท่าไหร่แล้ว ร่างกายเราต้องทำนูนทำนี่มาตลอด แต่เราไม่เคยรักษาฟื้นฟูเลย” จนถึงวันที่ร่างกายไม่ไหวจะไปต่อ สารพัดโรคก็พร้อมจะเข้ามารุมเร้าตลอดเวลา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเปลี่ยน หันมารักสุขภาพตัวเอง ดูแลตัวเอง ก่อนที่มันจะสายเกินไป มาบอกรักตัวเองด้วยการออกกำลังกายและคุมอาหารกันเถอะ
วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูก ไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาจริงๆ กับสิ่งที่หมอบอกผมกับจอย เป็นการหาหมอที่คุ้มค่า คุ้มเวลาที่สุด หัวใจมันพองโต ตื่นเต้นไปหมด เมื่อได้ยินหมอพูดมาประโยคนึงว่า …..
“ตั้งแต่หมอตรวจคนไข้มาถึงทุกวันนี้ มีแค่ 10 คน ที่ทำได้ รักษาโรคให้หายได้ด้วยตัวเอง ค่าทุกอย่างปกติมากๆ ดีขึ้นทั้งน้ำหนัก ทั้งค่าต่างๆ ลดลง เพราะฉะนั้น คุณจอยไม่ต้องกินยาใดๆ อีกต่อไปแล้ว คุณหายเป็นปกติด้วยพฤติกรรมตัวเอง” ขอบคุณคำแนะนำดีๆ และความรู้ต่างๆ จากคุณหมอ อรรถสิทธ์ โนวังหาร ขอบคุณจากใจเราสองคน
1 ปี 5 เดือน มันช่างคุ้มค่าเป็นที่สุด น้ำหนักจอยลดมาจาก 90 กก. ตอนนี้เหลือ 51 กก. รูปร่างสมส่วน เอวเดิม 40 นิ้ว ทุกวันนี้ เอว 26 นิ้ว เหมือนได้ชีวิตใหม่ มีความสุขที่สุดจริงๆ รักใครให้ชวนออกกำลังกายนะครับ
แรงบันดาจใจของคนขี้โรค ผ่านเรื่องราวบนเหรียญ
ทุกอย่างไม่มีคำว่าสายถ้าเริ่มลงมือทำ ก้าวแรกคือก้าวที่สำคัญ ถ้าใจพร้อมร่างกายมก็พยายามจนได้ ไม่เสียดายเวลาและเงินที่ลงกิจกรรมงานวิ่งต่างๆเลย เพราะผลของมันชัดเจนมาก หนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้รู้ว่า กำแพงบ้านฝาบ้านจะไม่มีที่แขวนเหรียญแล้ว ถ้วยรางวัลที่ได้อาจไม่ใช่งานใหญ่โตหรืองานที่มีนักวิ่งแถวหน้า แต่ก็เป็นงานที่ทำให้มีกำลังใจในการก้าวต่อไป เราจะไม่หยุด

แหล่งที่มา: วิ่งหนีโรค, Chanalong Wongdaeng, ขนิษฐา จันทร์ศิริ MThai

4 พฤษภาคม 2560

สิ่งดีๆ ที่ผู้หญิงควรจะมี มากกว่าแค่ “ความสวย”


   คนเรามักจะพุ่งเป้าไปที่ ความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอก มากกว่าคุณสมบัติอย่างอื่นโดยเฉพาะเมื่อพูดถึงผู้หญิง เด็กสาวมักถูกสอนให้ “ทำตัวโดดเด่น” ขณะที่หนังสือพิมพ์ ก็จ้องเล่นงานแต่ประเด็นเรื่องผิวเปลือกส้มและจุดด่างพร้อยของเหล่าดาราตัวแม่  ส่วนโฆษณาก็เอาแต่ส่งเสริมให้ผู้หญิงซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ขนตายาวขึ้น  ผมเป็นประกายเงางาม  ริมฝีปากอวบอิ่ม และก้นงอนงาม


     ขณะเดียวกันผู้หญิงก็ถูกปลูกฝังให้รักใน ความสวยตามธรรมชาติของตัวเอง  ให้รู้สึกถึงความสวยที่ซ่อนอยู่ข้างในและเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนสวยอยู่แล้ว ไม่ผิดหรอกที่สาวๆทุกคนล้วนอยากดูดีและมีความมั่นใจ แต่บางครั้งก็รู้สึกราวกับว่าคุณค่าของผู้หญิงขึ้นอยู่กับความสวยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   และนี่คือ 11 คุณสมบัติที่สำคัญยิ่งกว่า “ความสวย” และผู้หญิงทุกคนควรมี

1. อารมณ์ขัน

การมีอารมณ์ขันจะทำให้คุณสามารถสร้างความสุขให้แก่คนรอบข้างได้ ที่สำคัญการศึกษาพบว่าผู้ที่อารมณ์ดีจะมีเสน่ห์ท่ามกลางผู้คนในสังคม คุณไม่อยากเป็นเพื่อนที่เล่นมุขกระจายได้ทั้งคืนเหรอ? การหัวเราะคือยาชั้นดีเลยล่ะ

2. ความคิดสร้างสรรค์

ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเป็นคนช่างสังเกต หมั่นมองหาประสบการณ์รวมถึงความท้าทายใหม่ๆ แถมพวกเขายังอายุยืนด้วยนะ เยี่ยมไปเลย!

3. ไม่เสียใจในสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว

ไม่ใช่ว่าไม่เสียใจที่ทำอะไรผิดหรอกนะ แต่เมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ต้องยอมรับให้ได้ จริงไหม

4. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ทุกคนล้วนต้องการเพื่อนที่สามารถแบ่งปันได้ทุกเรื่องตั้งแต่การไปดูคอนเสิร์ต ชมภาพยนตร์ เล่นสกี ทัศนาจร และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นเราจึงไม่ควรปฏิเสธประสบการณ์อันมีค่าใดๆก็ตาม

5. ตรงไปตรงมา

การพูดจาตรงไปตรงมาคือความสามารถที่น่าชื่นชม ที่สำคัญการโกหกให้น้อยลงก็ดีต่อสุขภาพของตัวคุณเองนะ

6. ความจงรักภักดี

หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญไม่ว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์ใดๆก็คือการพึ่งพาอาศัยกันและอยู่เคียงข้างกันโดยที่เขาจะไม่ปล่อยให้คุณล้มลง การศึกษาพบว่าผู้ที่ซื่อสัตย์กับความรักจะรู้สึกพอใจในชีวิตมากกว่า

7. เปิดใจกว้าง

การตั้งใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆเพิ่มเติมไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตามความพยายามอุตสาหะย่อมมีคุณค่ามากกว่าการมีแค่ใบหน้าที่สวยหมดจด

8. มีความเอาใจใส่

ทุกคนจะจดจำได้ว่าคุณเป็นคนที่เอาใจใส่ผู้อื่น เช่น โทรมาอวยพรในวันเกิดและรู้ถึงขนาดว่าพวกเขาแพ้นมวัวในงานเลี้ยงมื้อค่ำ เชื่อไหมว่าสิ่งเหล่านี้ติดตรึงใจพวกเขาได้นานกว่าเรื่องที่คุณไปยืดผมและเอาแต่ทำเล็บสวยตลอดเวลา

9. เห็นอกเห็นใจผู้อื่น

การจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และความสวยก็ไม่ได้ช่วยสร้างมิตรภาพได้ดีกว่าการรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

10. โอบอ้อมอารี

ไม่ว่าจะเป็นการเสียสละเวลา ให้คำแนะนำ แบ่งปันทรัพยากร หรือให้ความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์ทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ เพราะการให้จะทำให้ทุกคนมีความสุขง

11. ความน่าเชื่อถือ

คุณจะพบพวกเขาได้ทุกที่ในยามที่คุณต้องการ






Blogger : Nina Bahadur
Source : huffingtonpost.com

11 เมษายน 2560

นี่ไง ฮอร์โมนเจ้าปัญหา ที่ทำให้คุณลดน้ำหนักไม่ลงซักที มาดูวิธีแก้กัน

รูปจาก Pixapay


    เคยถามตัวเองบ้างไหมว่ากี่ครั้งแล้วที่พยายามลดน้ำหนักแต่กลับไม่เป็นผล บ่อยใช่ไหม และรู้ไหมว่า  บางทีมันอาจเกิดจากฮอร์โมนของคุณก็ได้ 

  คุณเคยได้ยินชื่อของฮอร์โมนเลปตินบ้างหรือเปล่า?

     เลปตินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ "ขัดขวาง" การลดน้ำหนักของคุณอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าหน้าที่หลักของฮอร์โมนชนิดนี้ คือ กำหนดระดับพลังงานที่ใช้ในแต่ละวันและน้ำหนักตัวของเรา รวมทั้งสั่งการสมองเกี่ยวกับเรื่องความอยากอาหารได้ นอกจากนี้ เลปตินยังกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและกระตุ้นให้เนื้อเยื่อไขมันใช้พลังงานเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บางครั้งร่างกายของเราก็สร้างบางสิ่งมาขัดขวางการทำงานเลปติน เราเรียกมันว่า ภาวะดื้อเลปติน

     สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเกิดภาวะต่อต้านเลปติน คือ เลปตินจะส่งสัญญาณความรู้สึกอิ่มไปไม่ถึงสมอง เราจึงไม่สามารถควบคุมการกินได้ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราอ้วนขึ้น

     นอกจากนี้ หากเรามีระดับเลปตินสูงเป็นเวลานานจะทำให้ความไวต่อความรู้สึกของเราลดลง สมองจะไม่ทำตามสัญญาณที่ได้รับ ส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลงและควบคุมการกินไม่ได้






 อาการเหล่านี้คือผลที่เกิดขึ้นจากภาวะดื้อเลปติน
น้ำหนักขึ้น
ควบคุมการกินไม่ได้
กินแก้เครียด
กินดึก
ความดันโลหิตสูง
นอนไม่หลับ
ลดน้ำหนักไม่ลง
อยากน้ำตาล
& ไขมันสูง
เป็นกังวล
ไม่มีแรงกระตุ้น
กินของจุกจิกหลังอาหารบ่อย
กินเสร็จแล้วง่วงนอน 
สิ่งที่คุณควรเลิกรับประทานเพื่อให้ให้ภาวะดื้อเลปตินกลับมาสมดุลเช่นเดิม
ไขมัน
น้ำตาล
คาร์โบไฮเดรต
น้ำเชื่อมข้าวโพดชนิดฟรุกโตสสูง

     หันมารับประทานอาหารออร์แกนิกและอาหารไม่ผ่านการแปรรูปแทนอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตตเชิงเดี่ยว จำพวกข้าวขัดสี ขนมปังขาว ส่วนอาหารประเภทไขมันให้รับประทานไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากขึ้น เช่น น้ำมันมะพร้าว อะโวคาโด ถั่ว เนย และไขมันสัตว์ หรืออาจจะเป็นอาหารเสริมน้ำมันกุ้งหรืออาหารเสริมอื่นๆ ที่มีโอเมก้า 3 

     สรุปได้ว่า ควรเลิกรับประทานอาหารสำเร็จรูป และหันมารับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตน้อย แต่มีไฟเบอร์และโปรตีนสูง ที่สำคัญควรออกกำลังกายเพื่อรักษาความสมดุลในร่างกายไม่ให้เกิดภาวะดื้อเลปตินอีก


13 มีนาคม 2560

ไขข้อข้องใจ !! ใช้น้ำเกลือเช็ดหน้า ดีจริงหรือ... ?

          "น้ำเกลือ" สามารถนำมาเช็ดหน้าได้หรือไม่ ? คำถามนี้ยังคงก้องอยู่ในหัวของสาว ๆ หลายคน แต่ก็มีสาว ๆ อีกหลายคนที่นิยมนำน้ำเกลือมาเช็ดหน้า และใช้เช็ดทำความสะอาดหัวสิว โดยเธอเหล่านั้นใช้น้ำเกลือเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์เลยก็ว่าได้ ส่วนผลที่ได้รับจะดีจริงสมคำเล่าลือหรือไม่ หรือเป็นแค่ความเข้าใจผิดของคุณสาว ๆ นั้น  ไปหาคำตอบกันคะ !!

          "นํ้าเกลือ" ประกอบด้วยเกลือชนิดที่ใช้ผลิตยา 0.9% ผสมในน้ำกลั่นบริสุทธิ์ และผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง ไม่ผสมสารเคมีอื่นใด หรือสารกันบูด จึงมั่นใจได้ ว่าจะไม่ทำให้เกิดการแพ้ ซึ่งสิวบนใบหน้า ถือเป็นแผลชนิดหนึ่ง หากได้รับการดูแลทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ดีและสะอาด เนื้อเยื้อจะสมานตัวได้ดี แผลจะหายเร็วและเกิดริ้วรอยแผลเป็นน้อย ดังนั้นปกติแล้วการทำความสะอาดแผลในสถานพยาบาลจะใช้น้ำเกลือ 0.9% ชนิดปราศจากเชื้อในการทำความสะอาดแผล ซึ่งจะไม่ระคายเคือง ไม่ทำลายเนื้อเยื่อผิวทำให้แผลสะอาด และหายเร็ว อย่างไรก็ตาม น้ำเกลือไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ แต่เป็นน้ำเกลือที่สะอาดมาก เนื่องจากผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง ในขวดจะไม่มีการปนเปื้อนเชื้อและสิ่งแปลกปลอม เหมาะสำหรับใช้ทำความสะอาดผิวที่บอบบาง 

          รู้อย่างนี้แล้ว เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนคงหันมาใช้น้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าแทนโทนเนอร์กันแล้วใช่ไหมล่ะคะ เพราะนอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิวที่บอบบางได้เป็นอย่างดี ช่วยให้สิวหายเร็ว และทำให้เกิดรอยแผลเป็นน้อยลงแล้ว ที่สำคัญราคาก็ยังน่ารักอีกด้วย ^^  

          สำหรับวิธีใช้นั้นก็ง่ายแสนง่าย หลังจากล้างหน้าให้สะอาดแล้ว ใช้น้ำเกลือเทลงบนสำลีเช็ดบริเวณที่เป็นสิวหรือทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นจึงใช้ครีมบำรุงผิวหน้าตามปกติ โดยไม่ต้องล้างน้ำเกลือออกด้วยน้ำเปล่าซ้ำค่ะ ส่วนใครที่กังวลว่าใช้น้ำเกลือเช็ดหน้าแล้วจะเหนียวเหนอะหนะไหม ? หน้าจะแห้งเกินไปหรือเปล่า ? งานนี้บอกเลยว่า... ไม่มีปัญหา ! เพราะปกติความเข้มข้นของเกลือที่ 0.9% จะเท่ากับน้ำในเซลล์ร่างกายหรือเซลล์ผิว จึงไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะ ส่วนความรู้สึกว่าผิวแห้งนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของผู้ใช้ โดยผู้ใช้ที่มีพื้นฐานหน้าแห้งอาจทำให้รู้สึกแห้งได้บ้าง



      บอกเลย   "น้ำเกลือ"  นี่แหละคือไอเทมสำคัญของสาว ๆ ยุคใหม่ไปแล้ว ไม่ว่าคุณจะเดินทางไปไหน ก็สามารถพกพาน้ำเกลือไปได้ทุกที่ เพราะเขามีไซส์เล็กด้วย โดยเมื่อเปิดใช้แล้วควรเก็บให้ถูกวิธีและใช้ให้หมดภายใน 30 วัน เนื่องจากน้ำเกลือปราศจากเชื้อ ไม่ใส่วัตถุกันเสีย หากเก็บไว้นานกว่านั้น น้ำเกลืออาจไม่สะอาดนะคะ นอกจากนี้ น้ำเกลือยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นใช้ล้างโพรงจมูก ล้างแผล และล้างคอนแทคเลนส์ก่อนใส่เข้าดวงตา เรียกได้ว่า  ใช้ได้ทุกคนในครอบครัว ควรมีเก็บไว้ประจำบ้าน เลยละคะ !!!

ที่มา : kapook.com


7 มีนาคม 2560

9 วิธีแก้ "ผิวแตกลาย" สำหรับคนงบน้อย !! เพียงแค่เข้าครัวก็สวยได้ !!


   ผิวแตกลาย เป็นใครคงรู้สึกไม่ดีและไม่อยากให้มีปรากฏบนร่างกายของเรา ไม่ว่าจะไม่สัดส่วนตรงไหนเพราะนอกจากจะไม่สามารถใส่เสื้อผ้าตามที่ต้องการได้แล้วยังทำให้สูญเสียความมั่นใจสุดๆ 
     ขอนำเคล็ดลับดีๆสำหรับสาวๆที่ต้องการกำจัด "ผิวแตกลาย" แบบไม่ต้องเสียเงินแพง ไม่ต้องพึงคลีนิค แต่ใช้วัตถุดิบทางธรรมชาติมาเปลี่ยนแปลงผิวพรรณให้สวย เอาละจะมีอะไรบ้างเราไปดูแล้วจดพร้อมๆกันเลย


สูตรที่ 1 ไข่ขาว  สามารถนำมาบำรุงผิวพรรณได้หลายอย่าง รวมถึงแก้ปัญหาผิวแตกลาย สูตรนี้ต้องใช้ไข่ขาวประมาณ 2 ฟอง โดยนำไข่ขาวมาทาที่ผิวซ้ำไปซ้ำมาจนหนา ทิ้งไว้กระทั่งเริ่มแห้ง ก็ทำความสะอาดผิวของคุณด้วยน้ำเย็น และใช้ผ้าซับจนแห้งสนิท ค่อยนำน้ำมันมะกอกมานวดที่ผิวให้ชุ่มชื่น ทำแบบนี้ต่อเนื่องไปประมาณ 2 สัปดาห์ ร่องรอยแตกลายบนผิวก็จะเริ่มจางลง
.
สูตรที่ 2  น้ำมันละหุ่ง  นำมานวดผิวบริเวณที่มีปัญหา โดยใช้นิ้วนวดเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ ประมาณ 15 นาที แล้วใช้สำลีแผ่นปิดทับจากนั้นใช้นิ้วลูบไปบนแผ่นสำลีอีกประมาณ 30 นาที จนเริ่มรู้สึกอุ่นๆ หรืออาจจะนำน้ำร้อนใส่ขวดและมาปิดทับก็ได้ ทิ้งไว้ตามเวลาที่บอก ค่อยล้างออกให้สะอาด ทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่องประมาณ 1 เดือน ก็จะเห็นผลชัดขึ้น



สูตรที่ 3 น้ำมันมะกอก    ใช้ที่กำลังอุ่นๆ นำมานวดผิว อย่างน้อยประมาณ 30 นาที ทำแบบนี้เป็นประจำ ผิวแตกลายจะดูจางลงขึ้น
.


สูตรที่ 4  มะนาว ผ่าออกเป็น 2 ซีก และนำมานวดถูเป็นวงกลมบริเวณผิวที่แตกลาย ประมาณ 10 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น นกจากนี้ อาจนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำแตงกวา และนำมานวดบริเวณผิวที่มีปัญหาได้เช่นกัน ผิวที่แตกลายก็จะจางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
.

สูตรที่ 5 ว่านหางจระเข้   นำมาถูกตรงผิวที่แตกลาย ประมาณ 2-3 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำค่อนข้างอุ่นให้สะอาด


สูตรที่ 6  น้ำตาลทราย  ตักประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมลงในน้ำมะนาว 1 – 2 หยด และน้ำมันอัลมอนด์ คนจนเข้ากันดี แล้วนำมานวดผิว ทำแบบนี้ทุกๆ วัน ประมาณ 10 นาที ก่อนอาบน้ำ เป็นเวลา 1 เดือน นอกจากจะช่วยทำให้รอยแตกลายของผิวจางลงแล้ว ยังได้ความกระจ่างใสของผิวเป็นของแถมมาด้วย
.

สูตรที่ 7 มันฝรั่ง   สไลด์ให้เป็นแผ่นบาง และนำมาถูที่ผิวให้มีน้ำออกมา และทิ้งประมาณ 5-10 นาทีจนแห้ง จากนั้นล้างออกกด้วยน้ำค่อนข้างอุ่นให้สะอาด
.
สูตรที่ 8 ใบบัวบก นำใบบัวบกมาคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำไปทาในบริเวณที่เกิดปัญหาน่องลายเป็นประจำทุกเช้าเย็น ผิวที่แตกลายก็จะค่อยๆจางลง

สูตรที่ 9 มะนาว+เบบี้ออย   นำน้ำมะนาวกับเบบี้ออยมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปทาแล้วนวดเบาๆในบริเวณที่มีปัญหาน่องลายทุกครั้งหลังจากการอาบน้ำ ผิวที่แตกลายจะค่อยๆจางลง

ขอบคุณที่มา www.tips108.com
news.thaiza
medthai

9 ธันวาคม 2559

เคล็ดลับวิธีเขียนอายไลเนอร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน


     การเขียนอายไลน์เนอร์ เป็นการแต่งหน้าที่ต้องมีทักษะไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ใช่ว่าสาว ๆ ทุกคนจะทำออกมาได้ดี บางคนใช้ตัวช่วย ทั้งสก๊อตเทป ทั้งเปิดดูเทคนิคจากมืออาชีพก็แล้ว  แต่ผลงานออกมาก็ยังไม่น่าพอใจนัก แต่ถ้าคุณรู้วิธีที่เรากำลังจะบอกต่อไปนี้ เชื่อเถอะ งานยากจะเปลี่ยนเป็นงานง่ายได้ในพริบตา




-  สิ่งที่คุณจะต้องมี : แน่นอนว่า จะเขียนอายไลน์เนอร์ ก็ต้องมีอายไลน์เนอร์อันโปรด และที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือ กระจกพกพา
-  วิธีการ : เมื่อมีอุปกรณ์แล้ว ก็มาดูวิธีการกันต่อ เริ่มจากวางกระจกไว้บนที่ ที่ต่ำกว่าตัวคุณ เช่น วางบนโต๊ะ คุณจะต้องมองลงต่ำในขณะที่คุณเขียนขอบตา วิธีการนี้ จะทำให้คุณเขียนลายเส้นได้ชัดเจน สม่ำเสมอ ไม่ขาด ๆ หาย ๆ เทคนิคคือ ให้งอหัวแม่เท้า ในขณะที่คุณกำลังลงมือกรีดอายไลน์เนอร์ ย้ำว่า เรื่องจริง
-  วิธีการนี้ได้ผลอย่างไร : เทคนิคนี้ อธิบายได้ว่า เมื่อเราเกร็งหัวแม่เท้า ส่วนอื่น ที่เหลือของร่างกายจะผ่อนคลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มือ ดังนั้น ลายเส้นที่ออกมาจึงสม่ำเสมอ คุณอาจจะลองทดสอบด้วยตัวคุณเอง กับการเขียนตาทั้งสองข้างดูก็ได้ แล้วจะเห็นความแตกต่างด้วยตัวคุณเอง
 Photo : istockphoto.com

จองโรงแรมทั่วโลก ราคาพิเศษ คลิ๊ก!!



หากชอบ และถูกใจ กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ ^^

30 กันยายน 2559

10 ไลฟ์สไตล์ ทำให้คุณแก่ก่อนวัย




ความแก่ เป็นสิ่งที่หลายคนไม่พึงปรารถนา ไม่แปลกที่หลายคนจะสรรหาสารพัดวิธีมาทำให้ตัวเองดูเด็กลง จนบางทีอาจลืมปัญาที่ต้นเหตุ
ซึ่งสาเหตุของการแก่ก่อนวัยนั้นนอกจากอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ปัจจัยการใช้ชีวิตในแต่ละวันของคุณก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ความอ่อนเยาว์ลดลงได้

วันนี้เราจึงมี 10 ไลฟ์สไตล์สุดพังที่ทำให้คุณแก่ก่อนวัย มานำเสนอ รู้แล้วอย่าลืมปรับเปลี่ยนเพื่อความอ่อนวัยและสุขภาพที่ดีของคุณ
1. สูบบุหรี่
นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดและทางเดินหายใจ การสูบบุหรี่ยังส่งผลโดยตรงกับการลดทอนความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ เพราะสารนิโคตินที่มีอยู่ในบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงผิวหนังหดตัวลง เป็นเหตุให้ผิวได้รับสารอาหารและออกซิเจนน้อยลง ในขณะเดียวกันก็ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียจากเซลล์ผิวหนังเกิดการสะสม ทำให้เซลล์ไม่เจริญเติบโตและการซ่อมแซมตัวเองก็เป็นไปอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดคือที่มาของริ้วรอยก่อนวัย
2. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อุดมไปด้วยอนุมูลอิสระที่พร้อมทำให้เซลล์เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ไม่เพียงผิวหน้าที่จะดูทรุดโทรมลง ผิวกายรวมถึงเส้นผมก็จะอยู่ในภาวะที่อ่อนแอลงด้วย เรียกว่าทาครีมหรือดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระมากมายแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์ หากคุณยังคงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักต่อไป
3. ติดน้ำอัดลม
ไม่เพียงสร้างส่วนเกินที่ไม่พึงประสงค์ให้กับร่างกาย น้ำอัดลมยังทำให้เราแก่ขึ้นอีกด้วย ปฏิกิริยาความหนืดของน้ำตาลจะเข้าไปรบกวนการทำงานของเซลล์ผิวหนัง ทั้งทำลายอิลาสตินและชะลอการสร้างคอลลาเจน ผลลัพธ์คือผิวหนังจะหมองคล้ำลง และสิ่งที่แก้ยากยิ่งกว่าคือริ้วรอยที่จะมาปรากฏบนใบหน้า ทั้งเส้นริ้วเล็กๆ รวมไปถึงร่องลึกในบริเวณที่หลายคนกลัว ไม่ว่าจะเป็นรอยตีนกา ร่องแก้ม มุมปาก หรือผิวรอบดวงตา
4. ดื่มชา-กาแฟมากเกินพอดี
แม้เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างชาและกาแฟจะเป็นเครื่องดื่มที่คนทำงานส่วนใหญ่ขาดไม่ได้ เพราะสองอย่างนี้ช่วยสร้างความกระปี้กระเปร่าได้เป็นอย่างดี แต่บอกเลยว่าหากดื่มมากเกินไป ผลเสียที่จะเกิดกับร่างกายได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ โดยเฉพาะความแก่ที่จะมาเยือนเร็วกว่ากำหนด เพราะทุกครั้งที่เราดื่มชาหรือกาแฟ ร่างกายจะอยู่ในภาวะขาดน้ำ ผลที่ตามมาคือผิวหนังจะแห้งและเมื่อแห้งมากๆ ก็จะเกิดการเหี่ยวย่นตามมา ข้อควรปฏิบัติคือไม่ควรดื่มชาหรือกาแฟมากเกินไป และทุกครั้งที่ดื่มควรดื่มน้ำชดเชยเพื่อลดอาการขาดน้ำด้วย
5. ไม่ทาครีมกันแดด
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแสงแดดคือตัวการสำคัญที่พรากความอ่อนเยาว์ไปจากผิวพรรณ ด้วยรังสียูวีมีอาณุภาพในการทะลุผ่านชั้นผิวหนังตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้าไปจนถึงหนังแท้เลยทีเดียว เมื่อไม่ทำการปกป้องผิวด้วยด้วยการทาครีมกันแดดประสิทธิภาพสูง ปัญหาผิวต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นมากมาย ทั้งความหมองคล้ำ กระ ฝ้า จุดด่างดำ รวมถึงความแห้งกร้านและเหี่ยวย่นที่เป็นสัญลักษณ์ของความแก่ที่ใครๆ ก็ไม่ต้องการ ฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ในที่ร่มหรือกลางแจ้ง และสภาพอากาศจะเป็นแบบไหนก็ไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดด
6. ดื่มน้ำน้อย
น้ำคือส่วนประกอบหลักของร่างกาย และน้ำก็เป็นองค์ประกอบหลักของเซลล์ผิวหนัง จึงไม่แปลกเมื่อเราดื่มน้ำในปริมาณที่น้อยกว่าที่ควรผิวหนังจะเกิดภาวะขาดน้ำ และหากปล่อยให้เกิดภาวะนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ผลที่ตามมาคือผิวจะเกิดความแห้งกร้าน หมองคล้ำ เกิดริ้วรอย และแก่ก่อนวัย หากอยากจะมีผิวพรรณที่ดูเปล่งปลั่งและอ่อนเยาว์ไปนานๆ ควรเคร่งครัดกับการดื่มน้ำให้มากขึ้น
7. ไม่รับประทานผักผลไม้
นอกจากน้ำที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเซลล์ผิวแล้ว วิตามินและเกลือแร่ที่มีในผักผลไม้หลากหลายชนิดก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการสร้างความแข็งแรงให้กับผิว ในทางตรงกันข้ามหากเราไม่รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ ผิวหนังจะขาดสารตั้งต้นในการสร้างเซลล์ใหม่และผลัดเซลล์เก่า ที่สำคัญไม่ควรรับประทานผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ควรเลือกให้หลากหลาย เพื่อให้สุขภาพผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างครบถ้วน
8. ไม่ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายให้ประโยชน์กับร่างกายมากมาย หนึ่งในนั้นคือการช่วยชะลอความแก่ เพราะทุกครั้งที่เราได้ออกกำลังกาย เลือดจะสูบฉีด ทำให้ผิวพรรณดูสดใส เปล่งปลั่ง สุขภาพดีจากภายในอย่างแท้จริง นอกจากใบหน้าและผิวจะดูอ่อนเยาว์แล้ว การออกกำลังกายยังส่งเสริมรูปร่างให้ฟิตและเฟิร์มขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อมีทั้งหน้าตาที่สดใสบวกกับร่างกายที่ได้สัดส่วน เราก็จะดูเด็กลงโดยอัตโนมัติ
9. นอนดึก
การนอนหลับให้เพียงพอและการนอนไม่ดึกคือทางเลือกที่ดีที่สุดของทุกเพศทุกวัย สำหรับใครที่อยากดูเด็กไปนานๆ ควรนอนหลับตั้งแต่ 4 ทุ่ม เพราะช่วงเวลาระหว่าง 4 ทุ่ม ถึงตี 2 จะเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินที่ทำให้หลับลึก ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แถมในช่วงที่เราหลับลึกร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ในการสร้างโปรตีนให้กับร่างกายออกมา ทั้งคอลลาเจน กล้ามเนื้อ และกระดูก แถมช่วยลดไขมันที่สะสมในส่วนต่างๆของร่างกายด้วย เรียกว่าทำให้ทั้งหน้าเด็ก ผิวดี กระดูกแข็งแรง และหุ่นดีไปพร้อมๆ กัน
10. ความเครียด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าความเครียดสามารถทำให้คนเราแก่ลงกว่าที่ควรถึง 7-8 ปี โดยมีผลการศึกษาที่เจาะลึกลงไปด้วยว่าอะไรเป็นสาเหตุแห่งความเครียดของผู้หญิง โดย 5 สาเหตุหลักๆ คือการสูญเสียคนรัก การเปลี่ยนงาน การย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย การแต่งงาน และการหย่าร้าง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ เมื่อรู้ว่าความเครียดอยู่ใกล้ตัวแบบนี้ก็ควรรู้เท่าทันความคิดตัวเอง และหาวิธีผ่อนคลายอยู่เสมอ




ที่มา : เว็บไซต์แนวหน้า
หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^