แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

11 มิถุนายน 2561

ลองทำ 5 สิ่งนี้หลังเลิกงาน ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล


      หลังเรียนจบมา คุณก็ทำงานอย่างหนัก เพื่อปั้นอนาคตของคุณเอง บางคนอาจได้อยู่กับงานที่รัก ทำงานที่คุณรักซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เบื่อหน่าย บางคนอาจมาผิดสาย หรือบางคนรู้สึกว่า เจ้านายไม่ปลื้มอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นอย่างใจหวังไปซะทุกอย่าง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นเหมือนกันคือ คุณยังมีไฟและความมุ่งมั่น ที่จะแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าเพื่อพัฒนาตัวเอง
   เวลาหลังการทำงานนี่แหละ คือชีวิตที่แท้จริงของคุณ!!  เพราะคุณสามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่ในการพัฒนาตนเอง และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เป็นของคุณอย่างแท้จริง และคุณใช้เวลาหลังเลิกงานทำอะไรบ้างล่ะ ?
  • ดูซีรี่เรื่องโปรด
  • เล่นเกมออนไลน์กับเพื่อน
  • ปาร์ตี้แบบหนักหน่วง
  • หรือนอนหลับอย่างตายอดตายยาก

...คุณใช้เวลาไปกับสิ่งเหล่านี้รึเปล่า ?
     และหากวันนึงคุณตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ชีวิตคุณไม่ก้าวหน้าไปไหน คุณคงโทษไม่ได้แล้วหล่ะ ว่าเป็นเพราะบริษัทไม่เคยจัดครอสเทรนนิ่งคุณ หรือส่งเสริมในการพัฒนาทักษะคุณ เพราะ คุณคือผู้รับผิดชอบตัวคุณเองทั้งหมด คุณต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาตัวเอง !!
ย้ำกันอีกครั้ง!! เวลาหลังเลิกงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง หากคุณใช้มันอย่างมีประโยชน์ ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาลเลยหล่ะ

1.  สูตร 1 ทุ่ม - เที่ยงคืน

หากคุณฝันอยากเป็นนักเขียน แต่จบสายบัญชีมา คุณก็สามารถทำบัญชีในเวลางาน และใช้เวลาช่วงหลังเลิกงานในการทำงานเขียนที่คุณชอบได้ อาจเป็นบทความฟรีแลนซ์ เพื่มเพิ่มทักษะ และหารายได้ไปในตัว เริ่มเรียนรู้ทีละนิด เพิ่มทักษะทีละหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งมันจะเป็นสิ่งที่คุณถนัด และมีมูลค่ามหาศาลจนคุณอดตกใจไม่ได้
“เวลา 1 ทุ่ม จนถึงเที่ยงคืน เป็นเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิต คุณควรจัดสรรมันให้ดี แบ่งมันสำหรับครอบครัว เพื่อน คนรัก และเพิ่มทักษะความรู้”

2.  ขยายคอนเนคชั่น

ยิ่งคอนเนคชันคุณกว้างขึ้นเท่าไหร่ ความก้าวหน้าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
โดยคุณอาจเริ่มจาก
  • ช่วยบริษัทของคุณ หาพาร์ทเนอร์
  • ติดต่อกับคนที่มีความสามารถ และเรียนรู้ทัศนคติและความคิดดีๆ จากเขา
  • เข้าร่วมวงสังคมใหม่ๆ เพื่อพบปะคนเพิ่มเติม เริ่มจากคลาสโยคะ หรือคลาสเรียนภาษาก็ไม่แย่นะ
  • งาน Networking ดีๆ ที่มีแต่คนเปิดใจ
  • หรือกระทั่งการติดต่อกับคนในโลกออนไลน์อย่างกรุ๊ปใน Facebook หรือ  LinkedIn
เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีคอนเนคชั่นดีๆ ได้ไม่ช้า และใครจะไปรู้ว่า ในวันนึงพวกเขาอาจจะเป็นคนที่เปิดธุรกิจร่วมกับคุณ เป็นเจ้านายคุณ เป็นลูกน้องฝีมือฉกาจของคุณก็ได้

3.  สร้างโอกาสให้ตัวเอง

หากบริษัทไม่ให้โอกาสคุณ หรือบอสของคุณไม่เปิดโอกาสให้คุณได้เรียนรู้ คุณก็ต้องสร้างโอกาสด้วยตัวเอง อย่าหยุดอยู่กับที่ด้วยการทำงานเดิมๆ ของคุณ หากคุณอยู่ในตำแหน่งการตลาด การแว๊บไปช่วยงานฝ่ายเซลล์บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ โดยอาจอาสาทำงานฟรีๆ เพื่อช่วยเหลือตามคอนเซ็ป “สร้างงาน สร้างอาชีพ” แล้วคุณจะรู้ว่า สิ่งที่คุณได้แลกไปกับเวลา และคืนกลับมานั้นแสนคุ้มค่า เพราะคุณจะได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม กับคนอย่างหลากหลาย ได้เรียนรู้ว่างานจะเป็นไปในทิศทางใด และควรแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไร แต่ว่าอย่าให้งานอาสาสมัครของคุณ มารบกวนงานหลักของคุณล่ะ จัดสรรเวลาให้ดี

4.  อ่านให้มากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ และบุคคลสำคัญในโลก ที่เราได้รับรู้มา.. คำตอบที่ได้ยินเสมอคือ  “อ่านไปเรื่อยๆ อย่าหยุด”  คือสูตรสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ และเขามีความเชื่อว่า “ความรู้” คือกุญแจของความสำเร็จ  ถ้าอยากประสบความสำเร็จด้านไหน จงขวนขวายอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้หมด และเขามักจะถามคนอื่นๆ อยู่เสมอ ว่าคุณชอบหนังสือเรื่องไหน หนังสือเรื่องไหนน่าอ่าน จากนั้นเขาก็จะเริ่มอ่านหนังสือเหล่านั้นให้หมด

5.  ออกกำลังกายและนั่งสมาธิ

เมื่อทำทุกอย่างแล้ว จงหยุดสิ่งเหล่านั้น แล้วหันมาดูแลสุขภาพกายและใจ ด้วยการออกกำลังกายและนั่งสมาธิ คือ สิ่งสำคัญที่คุณควรทำเป็นประจำ การออกกำลังกายจะยืดอายุคุณได้นาน และคุณจะรู้สึกมีพลังทุกครั้งที่ทำ และการนั่งสมาธิจะทำให้คุณได้ทบทวนตัวเองว่าจุดอ่อน จุดแข็ง ในแต่ละวันของคุณมีอะไรบ้าง และถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก คุณจะแก้ไขมันได้อย่างไร และไม่แน่นะมันอาจจะช่วย เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับคุณได้ด้วย

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับ 5 ข้อ ที่คุณทำในหนึ่งวัน และจะเปลี่ยนอนาคตคุณไปตลอดกาล
เริ่มต้นก้าวเล็กๆ ลองทำตั้งแต่วันนี้ แล้วอีกไม่กี่ปี คุณจะพบว่า คุณก้าวหน้าขึ้นจนอดตกใจไม่ได้เลย
------------------------------------------
ขอบคุณภาพประกอบ  Cr. Pixabay

16 พฤษภาคม 2560

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ ต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในชีวิต โดยการวิ่งมาราธอน


    โดย Andrew Johnson ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์สอนธุรกิจที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่นแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โดยนาย Johnson อธิบายว่าเขาสอนวิชาธุรกิจเบื้องต้นโดยมีสาระสำคัญคือการให้นักเรียนที่เข้าเรียนวิชาทุกคนต้องวิ่งมาราธอน (42 กิโลเมตร) ให้ได้ภายในเวลา 7 ชั่วโมง จึงจะถือว่าสอบผ่าน โดยอธิบายว่าการฝึกฝนจนสามารถวิ่งมาราธอนได้สำเร็จนั้น จะเป็นการสั่งสมความรู้และประสบการณ์ การวางแผน การฝึกฝนตนเอง ให้มีสุขภาพแข็งแรง ความอดทน ความเข้มแข็งและความเพียรพยายามที่จะไปสู่จุดหมายที่ชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจและการดำเนินชีวิตโดยรวม
   นาย Johnson เล่าว่า  เมื่อให้นักเรียนไปสัมภาษณ์นักธุรกิจ และนำเอาความรู้และประสบการณ์ของนักธุรกิจในโลกจริงมาเล่าให้นักเรียนด้วยกันฟัง นักธุรกิจจะบอกกับนักเรียนว่า ความสำเร็จในโลกภายนอกนั้น ไม่ได้มาจาก ความสามารถด้านเทคนิค (technical skills)  เช่น คิดเลขเก่งหรือทำ excel คล่องแคล่ว แต่ความสำเร็จเกิดจาก character หรือ life skills เช่น ความมุ่งมั่น ความขยันหมั่นเพียร ความพร้อมที่จะทุ่มเทและผูกพันกับงานหรืออาจสรุปได้ด้วยคำว่า grit (ความหนักแน่น) ที่ฝรั่งแปลว่า  “perseverance and passion for long-term goals”  ซึ่งนาย Johnson มองว่าการให้นักเรียนทุกคนต้องฝึกฝนตนเองเพื่อให้วิ่งมาราธอนให้ได้ภายใน 7 ชั่วโมง จึงจะสอบผ่านนั้นเป็นการพัฒนานักเรียนให้มี perseverance and passion for long-term goals อย่างแท้จริง ทั้งนี้เขายกตัวอย่างว่าเวลาเราเรียนเกี่ยวกับธุรกิจนั้น เรามักจะอ่านจากตำรา ฟังสัมมนาหรืออ่านจากประสบการณ์ของคนอื่น (case study)  แต่ก็จะเหมือนกับการอ่านหรือดูวีดิโอเกี่ยวกับการขี่จักรยาน 2 ล้อ หมายความว่า  หากนักเรียนไม่ได้ลองขี่จักรยานด้วยตัวเองก็จะไม่สามารถเรียนรู้และขี่จักรยานได้อย่างแท้จริง
    การสอน grit  หมายถึง  การสอนให้นักเรียนต้องกล้าคิดกล้าทำและต้องแก้ปัญหาร้อยแปดที่จะต้องพบเจอ รวมทั้งเสียงคัดค้านและความเห็นแย้งของคนรอบข้าง ซึ่งการฝึกฝนเพื่อวิ่งมาราธอนนั้นทำให้ต้องเผชิญกับอุปสรรคดังกล่าวทั้งหมดและต้องสามารถฟันฝ่าอุปสรรคดังกล่าวให้ได้ในที่สุด จึงจะประสบความสำเร็จ
      วิชาของนาย Johnson นี้เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2013 โดยตั้งชื่อว่า “Change Through Challenge”  ซึ่งมีนักเรียนตั้งแต่อายุ 19 ปี จนถึงผู้บริหารอายุ 60 ปีมาเข้าเรียน โดยแบ่งเวลาให้ฝึกซ้อมเอง 3 ครั้งต่อสัปดาห์และมาวิ่งรวมกันทั้งชั้น 1 ครั้งต่อสัปดาห์และมาสัมมนาร่วมกันทุกวันจันทร์ โดยจะเป็นการพูดคุยกันเรื่องการกินอาหาร การฝึกฝนและความสำคัญของการมีวินัย (discipline) และเชื่อมโยงประสบการณ์ดังกล่าวกับการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิตโดยรวม โดยประเด็น 
       หลักคือการปรึกษาหารือและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันเพื่อให้นำไปสู่วัตถุประสงค์หลัก คือ การวิ่งมาราธอนให้สำเร็จให้ได้ ทั้งนี้จะต้องวางแผนและตั้งเป้าที่จะเดินไปสู่จุดหมายดังกล่าวอย่างเป็นขั้นตอนโดยแบ่งออกเป็นเป้าหมายย่อยๆ เป็นรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน นาย Johnson กล่าวถึงคำถามติดตลกว่า How do you eat an elephant? One bite at a time….
        เขาบอกว่า บทเรียนที่สำคัญของวิชานี้และเป็นปัจจัยหลักในการนำไปสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิตคือ  “It’s not about doing the occasional big things, it’s about doing the consistent small things”    ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างมากจากประสบการณ์ของตัวเอง หลังจากผ่านชีวิตมาแล้ว 60 ปีว่าตอนที่เราเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลและประถมนั้น เรารูปร่างหน้าตาเกือบเหมือนกันหมด ศักยภาพก็ยังใกล้เคียงกันมาก คือทุกคนพูดเป็นแต่ยังอ่านละเขียนไม่เป็น (สมัยที่ผมไปรับลูกสาวที่โรงเรียนประถมต้องยอมรับว่าเมื่อเห็นเด็กนักเรียนวิ่งออกกันมาเป็นร้อยคน ใส่ชุดนักเรียนเหมือนกันนั้น บางที่มองหาลูกสาวตัวเองไม่เห็น เพราะหน้าตาเกือบเหมือนกันหมด) แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นว่าใครเรียนดีสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้และเข้าเรียนคณะอะไร เรียนต่อปริญญาโท-เอกหรือไม่ ฯลฯ และตอนเริ่มทำงานก็เริ่มต้นคล้ายกันตำแหน่งใกล้เคียงกัน (หลายครั้งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน มากกว่าเป็นคู่แข่งกัน) แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีก 20-30 ปี จะเห็นได้เลยว่าใครก้าวหน้ามากหรือก้าวหน้าน้อยกว่าเพื่อนๆ 
        กล่าวโดยสรุปคือคนที่ค่อยๆ พัฒนาตัวเองทุกวัน วันและนิดหน่อยอย่างสม่ำเสมอนั้น ในที่สุดผลที่ตามมาหลังเวลาผ่านไป 40-50 ปีนั้น จะแตกต่างกันมาก ชีวิตจริงไม่เหมือนกับภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ที่จบลงภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง ซึ่งอาจทำให้นึกว่าชีวิตจริงเป็นเหมือนการแข่งวิ่งเร็ว (sprint) แต่ในความเป็นจริงนั้นชีวิตเหมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องมีความมุ่งมั่น มั่นคง ขยันหมั่นเพียรในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ (consistent) โดยทำทีละน้อย (small steps)
        นาย Johnson กล่าวถึง การเตรียมตัวเพื่อวิ่งมาราธอนว่า  จะต้องกินให้เหมาะสมทุกมื้อทุกวัน ต้องบังคับตัวเองให้ซ้อมวิ่งอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ (แม้วันนั้นจะหนาวหรือร้อนหรือขี้เกียจ) จะต้องเผชิญและแก้ปัญหา (เช่นหากบาดเจ็บ) วิชาของนาย Johnson นั้นยาวนานทั้งหมด 22 สัปดาห์  แต่นักเรียนเริ่มแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้นหลักจากผ่านไปได้ 5 สัปดาห์  แต่ที่สำคัญคือการทำให้นักเรียนต้องตั้งเป้าหมายที่ยากขึ้นให้กับทุกคนทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดการสร้างอุปนิสัยที่กล้าทำและทำได้ ซึ่งเป็นอุปนิสัยที่สำคัญในการต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในชีวิตในอนาคตต่อไป

 FaceBook

13 ธันวาคม 2559

ส่อง 5 ธุรกิจปี 2017 ที่กำลังมาแรงจนฉุดไม่อยู่!!


    ในตอนนี้เรียกได้ว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2017 ในอีกไม่ช้า เทรนด์หรือกระแสในปีนี้มีทีท่าที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในปีหน้า เนื่องมาจากการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนเมืองไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก ซึ่งผู้ประกอบการเองจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัยเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ โดยคู่แข่งของแต่ละธุรกิจก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง SMEs เองจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมรับกับเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในปีหน้าที่กำลังจะมาถึง
    ซึ่งในปีหน้านั้น ธุรกิจที่น่าสนใจ จะต้องเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ ซึ่งธุรกิจเหล่านั้นมักมีการแข่งขันกันสูง เพราะผู้ประกอบการเองเริ่มมองออกแล้วว่าเทรนด์ไหนกำลังมา เทรนด์ไหนกำลังเป็นที่น่าสนใจ และเทรนด์นั้นจะอยู่อีกนานหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มของธุรกิจที่กำลังเป็นที่น่าสนใจนั่นก็คือ
1. ธุรกิจด้านสุขภาพ
โดยในปีนี้ธุรกิจด้านสุขภาพมาแรงแบบฉุดไม่อยู่ ผู้บริโภคหันมาดูแลสุขภาพตัวเองและคนในครอบครัวกันมากขึ้น ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี อาทิเช่น ฟิตเนส แอโรบิค อาหารเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนการแข่งขันของธุรกิจเหล่านี้ดุเดือดกันพอสมควร ทางด้านผู้ประกอบการเองจึงจำเป็นที่จะต้องงัดจุดเด่นของธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดเพื่อนำมาแข่งขันกับคู่แข่งในยุคนี้
2. ธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 
ปัจจุบันกลุ่มผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีกำลังทรัพย์ ในการทำธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมเองมีการผลิตบ้านและเฟอร์นิเจอร์เพื่อผู้สูงอายุ และยังมีธุรกิจด้านการให้บริการผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการแพทย์ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งในปัจจุบันยังมีผู้ผลิตอยู่น้อยราย จึงเป็นหนทางที่ดีสำหรับชาว SME ในการลงทุนทำธุรกิจประเภทนี้
3. ธุรกิจด้านเทคโนโลยี
ประเทศไทยในตอนนี้กำลังก้าวเข้าสู่การเป็น SMEs 4.0 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปในยุคนี้คือ การนำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น และเป็นเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ซึ่งแน่นอนธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยีถือว่ากำลังได้เปรียบในตอนนี้ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการในตอนนี้
4. ธุรกิจออนไลน์
ธุรกิจออนไลน์อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน เพราะมันเกิดมาได้หลายปีแล้ว แต่ที่น่าจับตามองก็คือ การเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของธุรกิจนี้ เนื่องมาจากความสะดวกสบายในการใช้บริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่มีความยุ่งยากเหมือนแต่ก่อนที่ต้องออกไปซื้อสินค้าด้วยตัวเองตามห้างสรรพสินค้าหรือตลาด เสียทั้งเวลา เสียทั้งค่าเดินทาง แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนมากขึ้น การซื้อของออนไลน์ที่มีความสะดวกรวดเร็ว ไม่เหนื่อย ไม่ยุ่งยาก ไม่เสียเวลา จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สำคัญที่ไม่ว่าใครต่างก็ต้องการ
5. ธุรกิจ E-commerce
    ที่ผ่านมา E-commerce ถือเป็นหนึ่งการทำธุรกิจที่ได้รับความนิยมเรื่อยมา โดยทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่นิยมชอปปิ้งผ่านมือถือสมาร์ทโฟน รวมไปถึงแท็บเล็ต และยังมีช่องทางการชำระเงินหลากหลายช่องทาง โดยข้อดีของการทำธุรกิจ E-commerce คือใช้งบประมาณลงทุนน้อย และดำเนินการค้าได้อย่างไร้พรมแดนทั่วโลก โดบทั้งนี้แบรนด์สินค้านั้นต้องสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับผู้บริโภคในออนไลน์ซึ่งจะช่วยให้คุณเป็นผู้ชนะได้อย่างยิ่งใหญ่นั่นเอง
      ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่ในตอนนี้และต่อไปในปี 2017 ที่กำลังมาถึง ซึ่งผู้ประกอบการเองต้องเตรียมการวางแผนให้ดีเพื่อรับมือกับคู่แข่งและการเปลี่ยนแปลงในปีหน้า เพื่อที่ธุรกิจจะสามารถอยู่รอดในยุคที่สมัยเปลี่ยนแปลงไป
ที่มา :  www.smartsme.tv

จองโรงแรมทั่วโลก ราคาพิเศษ คลิ๊ก!!



หากชอบ และถูกใจ กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ ^^

5 ธันวาคม 2559

โปรแกรมออมทอง.. พันเดียวก็เริ่มลงทุนได้


    ทองคำ คือสินทรัพย์ประเภทหนึ่งในโลกของการลงทุน เราเรียกสินทรัพย์ประเภทแร่ต่างๆ เช่น เงิน ทองแดง ทองคำ ว่า สินค้าโภคภัณฑ์ แต่สิ่งที่ถือเป็นลักษณะพิเศษของทองคำคือ เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีมูลค่าในตัวของมันเอง แตกต่างจากสินทรัพย์การลงทุนประเภทหุ้นที่ราคาของหุ้นจะปรับตัวขึ้นหรือลงนั้นขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท ยิ่งบริษัทมีรายได้ที่โตมากขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มว่าราคาหุ้นของบริษัทนั้นจะปรับตัวขึ้นตาม แต่ทองคำจะถูกโถมซื้อหรือกระหน่ำขาย ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนักลงทุน (หลักการขึ้นและลงของราคาทองคำ) อย่างไรก็ตามราคาทองคำนั้นถ้าจะลงทุนจริงๆต้องซื้อกันในปริมาณที่มากเพื่อให้ได้เห็นผลต่างกำไรอย่างมีนัยยะสำคัญ และทองคำแต่ละบาทนั้นมีราคาสูง ทำให้บางคนที่มีความคิดที่อยากจะลงทุนในตลาดทองคำนั้นคิดหนักเนื่องจากเม็ดเงินลงทุนนั้นไม่หนาพอ แต่ปัจจุบันมีการลงทุนในทองคำประเภทหนึ่งที่เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินออมแค่หลักพันต่อเดือนเท่านั้น เราเรียกการลงทุนประเภทนี้ว่า โปรแกรมออมทองคำ โปรแกรมนี้เขาเอาเงินของเราไปทำอะไรกับทองคำ? เราสามารถชำระเงินออมและผลตอบแทนได้อย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบครับ




โปรแกรมนี้เอาเงินของเราไปทำอะไร?
โปรแกรมออมทองคำ จะนำเงินที่เราทยอยสะสมไปซื้อทอง จำนวนเงินแต่ละงวดที่เราตั้งไว้จะถูกเปลี่ยนประเภทสินทรัพย์จากจำนวนเงินกลายเป็นทองคำ แต่จะเป็นในรูปแบบการซื้อสะสมจนครบเป็นจำนวนบาทของทอง ยกตัวอย่างเช่น ทองคำ 1 บาท มีน้ำหนักประมาณ 15.244 กรัม สมมติว่าคุณตั้งให้บัญชีของคุณตัดยอดแต่ละเดือนจำนวน 1,000 บาท เพื่อโอนเข้าสู่โปรแกรมออมทองคำของโบรคเกอร์ที่คุณเลือกลงทุนด้วย (ATS: Auto Trade System) คุณจะได้ยอดทองสะสมในแต่ละเดือนเท่ากับ 76.10 มิลลิกรัม หมายความว่าคุณจะได้รับทองคำหนึ่งบาทเมื่อโอนเงินจำนวนเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลา 20 เดือน (76.10 มิลลิกรัม x 20 = 1,522 มิลลิกรัม หรือ 15.22 กรัม) อย่างไรก็ตามราคาทองคำนั้นจะถูกอิง ณ วันที่คุณแจ้งขายกับโบรคเกอร์ของคุณ นอกจากคุณจะสามารถขายคืนทองคำเพื่อแลกเป็นจำนวนเงินโอนเข้าบัญชีของคุณแล้ว (เงินจะเข้าหลังจากวันที่คุณขายสองวันหรือ T+2) คุณสามารถเลือกที่จะรับเป็นทองคำแท่งได้เช่นกัน จำนวนเงินออมในแต่ละเดือนรวมถึงหมายเลขบัญชีที่ผูกติดกับโปรแกรมออมทองสามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกันแต่ควรมีการแจ้งไปที่โบรคเกอร์ล่วงหน้าประมาณ 5 – 7 วัน ข้อสำคัญคือหากคุณผิดชำระไม่ส่งเงินเข้าโปรแกรมออมทองเป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน บริษัทมีสิทธิ์พิจารณาปิดบัญชีของคุณได้ และคุณจะต้องมารับทองคืนตามยอดสะสมที่มี หรือเงินคืนตามข้อกำหนดของบริษัท

ควรมีความรู้ความเข้าใจในตลาดทองคำ
ไม่ว่าคุณมีความคิดที่จะลงทุนผ่านโปรแกรมออมทองหรือกำลังลงทุนกับวิธีการลงทุนนี้อยู่ ควรจะหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมคนถึงแห่ขายทองซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ราคาทองคำตกหรือทำไมคนถึงกำลังเข้าแห่ซื้อทองซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้น และเมื่อทำกำไรถึงจุดหนึ่งนั้นควรขายออกมาบางส่วนก่อน เพื่อรอช่วงจังหวะเวลาที่ทองคำปรับตัวลงอยู่ในระดับราคาที่น่าสนใจ การมีเงินทุนอย่างเดียวไม่ใช่ว่าจะลงทุนกับสินทรัพย์อะไรก็ได้ ควรศึกษาให้ดีเกี่ยวกับกลไกการขึ้นลงของราคาสินทรัพย์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง หุ้น ตราสารหนี้ และค่าเงิน มิเช่นนั้นอาจเป็นไปได้ว่าคุณอาจจะซื้อของในราคาที่แพงกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็น (Corrective Price) และจำเป็นจะต้องขายในราคาที่ถูกกว่ากรณีตลาดทองคำนั้นถูกเทขายเป็นอย่างหนัก จะซื้อหรือลงทุนอะไร ควรถามหาเหตุผลให้ดีว่า ทำไมเราถึงเลือกนำเงินลงทุนกับสินทรัพย์นั้นๆ?

เว็บไซต์รายละเอียดโปรแกรมออมทองคำในประเทศไทยที่คุณสามารถสมัครได้:
www.huasengheng.com   (ฮั่ว เซ่ง เฮง)
www.ausiris.co.th (ออส ซิ ริส)

ที่มา : เขียนโดย ชัยสิทธิ์ บุนนาค Content Writer



หากชอบ และถูกใจ กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ ^^

3 ธันวาคม 2559

18 ข้อลดหย่อนภาษี ปี 60 แบบไม่ยั้ง


นับถอยหลังอีกไม่กี่วัน เทศกาลเสียภาษีประจำปี 2560 ก็ได้มาเยือนให้เหล่ามนุษย์เงินเดือน ที่ทุกวันนี้ด้วยภาระหน้าที่ ต่างพากันเตรียมหาหนทางลดหย่อนกันจ้าละหวั่น เรียกว่ามีประกันอะไรบ้าง ต่างจัดแจงควักเอกสารออกมาให้หมด รวมถึงหากไปท่องเที่ยว ช้อปปิ้งช่วยชาติช่วง End of Season ปลายปีนี้ เชื่อว่าไม่ลืมขอใบกำกับภาษี พร้อมทำตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดเป็นแน่ แล้วจะมีอะไรบ้างมาช่วยลดหย่อนได้อีก วันนี้ DDproperty ได้รวบรวมมาไว้ให้รีบศึกษากันก่อน ยื่นเสียภาษีที่จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม – มีนาคม 2560 นี้



1. ค่าลดหย่อนส่วนตัว สำหรับผู้ที่เงินได้แบบแสดงรายการ 30,000 บาท
2. ค่าลดหย่อนคู่สมรส สามีหรือภริยาชอบด้วยกฎหมาย แม้เพิ่งแต่งงานไม่ครบปี ก็สามารถลดหย่อนได้ 30,000 บาท
3. สำนวน “มีลูกหนึ่งคน จนไปสิบชาติ” คงใช้ไม่ได้กับการลดหย่อนภาษีข้อนี้ เพราะหากมีบุตรไม่เกิน 3 คน สามารถลดหย่อนได้ถึง 15,000 บาท ยิ่งถ้าเรียนอยู่เมืองไทยลดเพิ่มอีก 2,000 บาท
4. บทบาทหน้าที่ลูกกตัญญู หากอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
5. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ บิดา มารดา ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท
6. ความมีน้ำใจ อุปการะเลี้ยงดูบุคคลทุพพลภาพหรือคนพิการ มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
7. ข้อดีของการทำประกันชีวิต สามารถลดหย่อยได้ไม่เกิน 100,000 บาท
8. ลงทุน LTF สามารถลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ หรือสูงสุด 500,000 บาท
9. ลงทุน RMF สามารถลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ หรือสูงสุด 500,000 บาท
10. หากสำนักงานที่ทำอยู่ ถามความสมัครใจถึงกับการทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้รีบตัดสินใจทันที เพราะนอกจากจะได้เงินเก็บแล้ว ยังสามารถลดหย่อนภาษีได้ 15% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 500,000 บาท
11. เบี้ยประกันบำนาญ ที่ถูกหักภาษี สามารถลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ หรือสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
12. กองทุนบำเหน็ดบำนาญข้าราชการ สามารถลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
13. เงินเดือนที่ถูกหักค่าประกันสังคมประจำทุกเดือน สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท ต่อปี
14. หากท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายจากการเข้าพักโรงแรมหรือซื้อทัวร์ในประเทศไทยในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท ภายในวันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2559 สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
15. ช้อปช่วยชาติ สามารถนำใบกำกับภาษีที่มีวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท มาลดหย่อนภาษีได้ โดยมีข้อยกเว้น ไม่รวมการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ น้ำมัน ก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และ เรือ
16. ดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับกู้ยืมเงินมาซื้อหรือเช่าอาคารที่อยู่อาศัยในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้   รวมรีวิวโครงการใหม่
17. เงินที่ใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือที่ดิน ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สิน
18. เงินบริจาค วัดวาอาราม สภากาชาดไทย สถานพยาบาล และสถานศึกษาของทางราชการ หรือองค์การของรัฐบาล สถานศึกษาเอกชน สถานสาธารณกุศล และกองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการ สามารถนำใบอนุโมทนาบัตรมาลดหย่อนภ สามารถนำใบอนุโมทนาบัตรมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือ ที่ผ่านการหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว

ขอขอบคุณข้อมูล: กรมสรรพากร 

21 กันยายน 2559

เคล็ดลับ วิธีดูแลคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัย ไม่ถูกขโมยข้อมูล


            ทุกท่านที่กำลังเรียนอยู่ หรือกำลังทำงาน คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้งานเป็นประจำในยามเรียน ตอนทำงาน และช่วงที่พักผ่อน แต่คนส่วนใหญ่กลับมองข้าม วิธีการดูแลคอม ในเรื่องเช็คอาการผิดปกติต่างๆ        ซึ่งจะนำพาสู่ปัญหาที่คุณเคยเจอบนคอมพิวเตอร์ เช่น
how-to-protect-data-computer-secure-00
        มีอาการติดไวรัส โปรแกรมไม่เสถียรมีอาการค้างทำงานช้า และปัญหาใหญ่สุดคือข้อมูลสำคัญของคุณรั่วไหล ซึ่งเชื่อว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่อยากให้เกิดปัญหา 3 อย่างนี้
        ดังนั้นมาดูวิธีดูแลคอมให้ปลอดภัยกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ข้อมูลสำคัญไม่รั่วไหล ไม่มีอาการติดไวรัสแล้ว ยังสามารถยืดอายุการใช้งานคอมได้ยาวนาน และใช้งานคอมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย

สิ่งที่ควรทำทุกวัน


  • ใช้รหัสผ่านหรือ PIN ในการ Login เข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกครั้งและหมั่นเปลี่ยนรหัสทุกเดือน
  • จะโหลดไฟล์ หรือก่อนใช้งานโปรแกรม ควรสแกนไวรัส ก่อนใช้งาน
  • หลังจากท่องเว็บไซต์เสร็จ ให้ลบคำค้นหาและลบ History บนเว็บเบราว์เซอร์ด้วย
  • เมื่อใช้งานอีเมล หรือ Social Network เสร็จแล้ว อย่าลืม Logout ทุกครั้ง ป้องกันคนอื่นแอบสวมรอย


สิ่งที่ควรทำเป็นประจำ

  • อัปเดตซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้คอมของคุณมีความปลอดภัยมากขึ้นและมีฟีเจอร์ใหม่มากขึ้น
  • ลบโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ไม่ใช้งาน เพื่อช่วยให้คอมมีพื้นที่ว่างบน Harddisk มากขึ้นแล้ว ยังทำให้คอมสามารถทำงานเร็วขึ้นด้วย
  • สำรองข้อมูลไว้บนอุปกรณ์ที่มีความปลอดภัย
  • ตั้งค่าบัญชีบนโซเชียล โดยจำกัดสิทธิการเข้าถึง เพื่อความปลอดภัย โดยไฟล์บางไฟล์ตั้งไว้เฉพาะเพื่อนร่วมงานเท่านั้นเป็นต้น ไม่ควรแชร์ไฟล์แบบสาธารณะ
   
      หากทำตามทั้งหมดนี้ คอมพิวเตอร์ของคุณจะปลอดภัยจากปัญหาต่างๆ ข้อมูลสำคัญไม่รั่วไหล และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

how-to-protect-data-computer-secure-01

ข้อมูลจาก :  facebook ThaiCERT
----------------------------------------------------------
หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

27 ธันวาคม 2558

นี่คือ "ความเป็นจริงของสังคม" จริง กินใจ


                                                                                   จากใจ.... LABANOON


แด่เพื่อนๆมิตรสหายที่รักของพวกเรา


คนแรก ... ขับรถเบนซ์ ราคา 3 ล้าน

เขาเป็นหนี้แบงค์  12 ล้าน

ชีวิตของเขา ... อยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย



คนที่สอง ... ขับโตโยต้า ราคา 7 แสน

เขากู้แบงค์มาผ่อนบ้าน ... ราคา 2 ล้าน

ชีวิตของเขา ... มักมีเรื่องให้กลุ้มใจอยู่เสมอ


คนที่สาม ... ขี่มอเตอร์ไซค์ราคา 5 หมื่น

เขามีเงินฝากแบงค์ 7 แสน

ชีวิตแม้จะราบรื่น ... แต่ก็รู้สึกว่างเปล่าไร้สาระ


เมื่อทั้ง 3 คนมาเจอกัน...

คนขี่มอเตอร์ไซค์ ... อิจฉาคนขับโตโยต้า

คนขับโตโยต้า ... อิจฉาคนขับเบนซ์

คนขับเบนซ์ ... อิจฉาคนขี่มอเตอร์ไซค์


นี่คือ "ความเป็นจริงของสังคม"

ที่แต่ละคน ... ต่างเป็นทาสของเงินทอง และโชคชะตา


แมว ... ชอบกินปลา
แต่กลับว่ายน้ำไม่เป็น

ปลา ... ชอบกินไส้เดือน
แต่ก็ไม่สามารถขึ้นบก มาขุดไส้เดือนได้

สวรรค์ ... เอาเหยื่อมากมาย มาล่อเรา
แต่ก็ ... ไม่ให้ได้มันมา โดยง่ายดาย

เรื่องใหญ่สักเท่าใดของวันนี้
ถึงพรุ่งนี้ ... ก็กลายเป็นเรื่องเล็กจิ๊บจ๊อย

เรื่องใหญ่สักเท่าใดของปีนี้
ถึงปีหน้า ... ก็กลายเป็นนิทาน

อย่างมาก ... พวกเราก็เป็นเพียงแค่
คนที่มี "นิทาน" ไว้เล่าให้คนอื่นฟัง

ชีวิต ... ก็มีเพียงเท่านี้

จงทำดี... ไว้
เมื่อตายไป เราจะปลื้มใจในวันจากลา  ....................................


------------------------------------------
หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^