แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด

30 มีนาคม 2562

อาหาร สำหรับนักวิ่งมาราธอน

เพิ่มคำอธิบายภาพ

เนื่องจากปัจจุบันงานวิ่งในบ้านเรามีเยอะมาก เกือบทุกสัปดาห์ก็ว่าได้  นักวิ่งหลายท่าน ก็กำลังมุมานะในการฝึกซ้อม เพื่อร่วมการแข่งขัน  นอกจากการซ้อม ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง


จึงขอเสนอความรู้ในเรื่องของอาหารการกิน

สำหรับผู้ที่ฝึกซ้อมเพื่อการวิ่งมาราธอน การอาหารให้ถูกต้อง เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง เพราะในแต่ละวันร่างกายต้องสูญเสียพลังงานไปอย่างมากในการฝึกซ้อม จำต้องมีการกินชดเชยให้เพียงพอ
อาหารสำหรับนักวิ่งมาราธอน ควรเป็นอาหารที่ให้คุณค่าครบถ้วน ได้สัดส่วนของอาหารแต่ละหมู่ และมีปริมาณเพียงพอ

อาหารหลักควรจะเป็นอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต หรือภาษาทั่วไปเรียกว่า ข้าวและแป้ง อันได้แก่ ข้าว, ก๋วยเตี๋ยว, บะหมี่, วุ้นเส้น, ขนมปัง, เผือก, มัน เป็นต้น สาเหตุที่นักวิ่งต้องกินอาหารในกลุ่มนี้มาก ๆ ก็เพราะคาร์โบไฮเดรตถูกใช้เป็นพลังงานสำหรับการวิ่งโดยตรง

ดังนั้น ในแต่ละมื้อควรมีอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อยร้อยละ 50-60 ของแคลอรี (พลังงานที่ได้จากอาหาร) ทั้งหมด และอาจกินอาหารกลุ่มนี้ได้มากถึงร้อยละ 80

อาหารโปรตีน  อันได้แก่ เนื้อสัตว์ และถั่วต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ แต่มิใช่เป็นตัวให้พลังงานโดยตรง หรือก่อให้เกิดผลกำลังดังที่เคยเข้าใจกัน ปริมาณโปรตีนที่นักวิ่ง ควรกินยู่ราวร้อยละ 10-15 ของแคลอรีทั้งหมด หรือ 1-1.5 กรัม ต่อกิดลกรัม (น้ำหนักตัว) ต่อวัน

นกลุ่มของไขมัน   ไม่ควรกินเกินกว่าร้อยละ 30 ของแคลอรีทั้งหมด และควรใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหารแทนที่ได้รับจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู

ผักและผลไม้   เป็นสิ่งที่ควรกินอย่างสม่ำเสมอ ผักนอกจากจะให้วิตามินและเกลือแร่แล้ว ยังมีกากซึ่งช่วยในการทำงานของลำไส้ ช่วยป้องกันโรคท้องผูก และโรคทางลำไส้อื่น ๆ อีกหลายอย่าง
ผลไม้ให้ทั้งแคลอรีและเกลือแร่หลายตัวที่ร่างกายสูญเสียไปในการออกกำลังกาย ตัวอย่างที่ดีคือ ส้มและกล้วย ซึ่งมีให้กินทั้งปีในราคาที่ไม่แพง

ปริมาณของอาหารที่นักวิ่งบริโภคในแต่ละวันขึ้นอยู่กับการออกกำลังกาย ในช่วงที่มีการฝึกซ้อมหนัก ปริมาณการกินย่อมจะเพิ่มตามไปด้วย บางครั้งอาจถึง 2 เท่าของปกติ แต่ก็ควรจะพยายามรักษาสัดส่วนของอาหารกลุ่มต่าง ๆ ตามแนวที่ให้ไว้

การกินวิตามิน, เกลือแร่ หรือแร่ธาตุต่าง ๆ ในรูปของยาเม็ดหรือน้ำ แม้จะเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปก็ไม่มีความจำเป็น เพราะโดยการกินอาหารทุกหมู่ในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยให้นักวิ่งได้รับสารวิตามิน และเกลือแร่เพียงพออยู่แล้ว

ในราว 1 สัปดาห์ก่อนการแข่งขัน  นักวิ่งมาราธอนควรจะกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เพื่อการสะสมสารคาร์โบไฮเดรตที่เรียกว่า ไกลโคเจน (Glycogen) ในร่างกายให้มากที่สุด สารไกลโคเจนนี้กล้ามเนื้อจะนำไปใช้เป็นพลังงานในการออกกำลัง  นักวิ่งมาราธอนส่วนใหญ่จะใช้เวลาวิ่งตั้งแต่ 3 ชั่วโมงไปจนถึง 5-6 ชั่วโมงกว่าจะเข้าถึงเส้นชัย  ในการออกกำลังกายติดต่อกันยาวนานเช่นนี้  สารไกลโคเจนที่ใช้เป็นพลังงานมักมีไม่พอ ภาวะที่ ไกลโคเจนหมดในขณะวิ่งมาราธอน  มีศัพท์เรียกกันทั่วไปว่า  “การชนกำแพง (Hite wall)  ซึ่งจะหลีกเลี่ยง หรือผ่อนหนักเป็นเบาได้โดย  การฝึกซ้อมวิ่งให้เพียงพอ  โดยเฉพาะการวิ่งยาว, การกินอาหารที่ถูกต้องในระหว่างฝึกซ้อม, การโหมคาร์โบไฮเดรต (Carboloading) ก่อนการแข่งขัน  และการวิ่งมาราธอนด้วยความเร็วที่เหมาะสม

โดยสรุป การกินอาหารของนักวิ่งมาราธอน ไม่แตกต่างจากคนทั่วไปโดยเน้นการกินอาหารให้ครบทุกหมู่, ได้สัดส่วนและมีคุณค่าทางโภชนาการดี ปริมาณอาหารของนักวิ่ง อาจมากกว่าคนธรรมดา เนื่องจากความหนักของการฝึกซ้อม และที่เป็นพิเศษคือการโหมคาร์โบไฮเดรตก่อนแข่ง



#Sponsor


 ที่พักน่าน บ้านชิดชายชล
PR : ที่พักน่าน บ้านริมน้ำ

1 เมษายน 2561

วิธีจัดการ ต้นต่อของความหิวสาเหตุที่ทำให้อ้วน



เกรลิน (Ghrelin hormone) ฮอร์โมน ถูกหลั่งออกมาจากเซลล์กระเพาะอาหาร เพื่อส่งสัญญาณบอกสมองให้สั่งสองมือไปหาอาหารเข้าปาก ก่อนมื้ออาหาร จะเป็นช่วงเวลาที่ระดับของเกรลินขึ้นสูง เมื่อรับประทานอาหารไป ระดับของเกรลินก็จะลดลงประมาณ 3 ชั่วโมง โดยเฉลี่ย วิธีการที่จะจัดการกับความหิว คือ พยายามควบคุมเกรลินให้ไม่สูงเกินไป และไม่ถูกหลั่งออกมาเร็วเกินไป


วิธีควบคุมทำได้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้

1.  เพิ่มโปรตีนดีในมื้ออาหาร พบว่าการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนดีสูง เช่น ไข่ขาว ปลา ถั่ว จะช่วยยับยั้งการหลั่งของเกรลินได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมื้อเช้า
2.  เลี่ยงอาหารไขมันสูง พบว่ามื้ออาหารที่มีไขมันสูง ส่งผลยับยั้งฮอร์โมนหิวหรือเกรลินได้ไม่ดีเท่าอาหารไขมันต่ำ นั่นหมายความว่า ยิ่งรับประทานอาหารมันๆ ก็จะยิ่งหิวง่ายขึ้น!
3.  อย่านอนดึก การนอนไม่ พอส่งผลกระตุ้นการผลิตของเกรลิน ลองสังเกตดูว่าในวันที่คุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะง่วงเพลียแล้ว ยังมักจะหิวเก่งขึ้นด้วย
4.  รับประทานมื้อเล็ก แต่บ่อยขึ้น การแบ่งอาหารเป็นมื้อที่เล็กลง แต่บ่อยขึ้นเป็นทุก 3-4 ชั่วโมง จะช่วยกระตุ้นเปปไทด์ YY3-36 ซึ่งจะไปยับยั้งการหลั่งของเกรลินอีกต่อหนึ่ง
5.  หาทางจัดการกับความเครียด เช่น ออกกำลังกาย นวด นั่งสมาธิ ฟังเพลง ในเวลาที่เรามีความเครียดหรือวิตกกังวล เกรลินจะถูกผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เราหิวง่ายขึ้นในยามเครียด

ที่มา : เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย โดย พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.
และ Lovefitt

14 พฤษภาคม 2560

รู้มั้ย เคล็ดลับกินทุเรียนยังไงให้ไม่อ้วน !!


     เข้าสู่ฤดูกาลช่วงปลายหน้าร้อน ที่ใคร หลายๆ คนต่างรอคอยแล้ว แม้ปีนี้เราอาจจะไม่ได้มีน้ำให้เล่นสงกรานต์กันอย่างฟู่ฟ่าก็อย่าเพิ่งน้อยใจไป เพราะนอกเหนือจากเทศกาลเด็ดอย่างสงกรานต์แล้ว ผลไม้ในช่วงหน้าร้อนนั้นเอง! 
      และนอกเหนือจากเจ้ามะม่วง หรือข้าวเหนียวมะม่วงสุดอร่อยแล้ว   เราจะลืมราชาแห่งผลไม้อย่าง ทุเรียน ไปไม่ได้เลย!  แต่พูดถึงทุเรียน หลายๆ คนอาจจะยี้ ไม่ใชเพราะกลิ่นหรือรสชาติ แต่เพราะหลายคนเชื่อว่ามันชวนให้อ้วนต่างหากละ เอาละ ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะเรามีเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยให้กินทุเรียน แล้วไม่อ้วน  แถมยังดีต่อสุขภาพมาฝากด้วยคะ...

1. เลือกทุเรียนห่าม

รู้หรือไม่ การที่คุณเลือก ทุเรียน ห่ามๆ จะดีต่อร่างกายมากกว่า เพราะมีน้ำตาลน้อย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ ก็สามารถกินทุเรียนสุกได้ เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ "เคอซิทิน"  ซึ่งเป็นตัวเดียวกับในหอมใหญ่และองุ่น และทั้งนี้พลังต้านอนุมูลอิสระของทุเรียนสุก จะมีมากกว่า มังคุด ลิ้นจี่ ฝรั่ง มะม่วง อีกด้วยนะ!

2. กินไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์

  ทุเรียนแต่ละลูกจะมี4-5พู แต่ละพูก็จะมี1-3เม็ด และจริงๆ แล้วทุเรียนมีประโยชน์ หากได้ทานในปริมารที่พอเหมาะ และถ้าคุณอยากจะกินเพื่อสุขภาพ ก็ให้กินได้ครั้งละไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์ และถ้ามื้อไหนกินทุเรียน ก็ให้ลดปริมาณการทานข้าวลง เพื่อสมดุลของสุขภาพร่างกาย รวมทั้งน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตทีได้รับ

3. อดใจ Say No ทุเรียนน้ำกะทิ

ทุเรียนน้ำกระทิ อาจเป็นของโปรดของใครหลายๆ คน  จริงๆ นานๆ ครั้งก็ทานได้  ถ้าทานบ่อยๆ ก็ไม่ขอแนะนำ เพราะอุดมไปด้วยน้ำตาลทั้งจากทุเรียน ข้าวเหนียว และไขมันจากกะทิ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการร้อนในได้ แถมยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำหนักของคุณได้อีกต่างหาก

4. ทานพร้อมผลไม้ฤทธิ์เย็น หรือน้ำเยอะ

หากคุณอยากจะทานทุเรียน ก็ขอให้กินทุเรียนกับผลไม้เนื้อเย็น หรือน้ำเยอะ เช่น มังคุด ลองกอง แตงโม เพราะจะช่วยดับร้อนได้ดี และช่วยปรับสมดุลฤทธิ์ร้อนเย็นในร่างกายได้อีกด้วย

5. ห้ามกินรวมกับแฮลกฮอล์

คอสุราเมรัยทั้งหลาย  ขอเตือนไว้เลยว่า อย่ากินทุเรียนร่วมกับเหล้า แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะจะทำให้ยิ่งร่างกายของคุณร้อนจัด ขาดน้ำ และช็อกได้ เนื่องจากกำมะถันในทุเรียนละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยนะ!

         อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ทำได้ไม่ยาก แค่ใส่ใจสิ่งที่เราจะทานเข้าไปกันสักนิด เพราะการทานอะไรที่มากเกินความพอดี ย่อมนำมาซึ่งสิ่งไม่พึงประสงค์ได้นะจ๊ะ  ขอให้ซัมเมอร์นี้ เอ็นจอยกับทุเรียนกันนะทุกคน!

ที่มา : dailynews

 FaceBook

23 เมษายน 2560

เคล็ดลับการกินไขมันดี มีอะไร กินได้ผอมด้วยย !!!


     อาหารลดน้ำหนัก  ใครว่าตอนลดน้ำหนักกินไขมันไม่ได้ เปลี่ยนความคิดซะ เพราะอาหารที่อุดมด้วยไขมันเหล่านี้ ดีกว่าที่คิดเลยล่ะ

          เราทุกคนต่างเชื่อกันมาตลอดว่าไขมันคือศัตรูตัวฉกาจของการลดน้ำหนัก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ไขมันมีหลากหลายชนิด และบางชนิดก็ดีกับสุขภาพแถมยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย ทิ้งความเชื่อเก่า ๆ เรื่องการรับประทานไขมันช่วงลดน้ำหนัก แล้วมาลิ้มลองอาหารเหล่านี้กันดีกว่า ขอบอกได้เลยว่าถ้าเลือกรับประทานอย่างเหมาะสมละก็ นอกจากจะไม่อ้วนก็ยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย คอนเฟิร์ม !



1. ไข่
          หลายคนมักจะคิดว่าถ้ากำลังลดน้ำหนัก ไม่ควรทานไข่ แต่จริง ๆ แล้วไข่นี่ล่ะเป็นอาหารที่คนลดน้ำหนักควรรับประทาน เพราะว่าไข่ทั้งฟองอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินและแร่ธาตุ หรือโปรตีนที่อยู่ในไข่ อีกทั้งในไข่แดงยังมีไขมันชนิดที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่คุณค่าใกล้เคียงกับไขมันในปลาทะเลน้ำลึก นอกจากนี้ไข่แดงก็ยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ไขมันเหล่านี้ล้วนแต่ดีกับสุขภาพทั้งนั้นเลย อยากลดน้ำหนักพร้อม ๆ กับสุขภาพดี ก็ต้องรับประทานไข่แบบทั้งฟองนะ



2. ปลาที่มีกรดไขมันสูง
          กรดไขมันที่อยู่ในปลาทะเลน้ำลึก อย่างกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นไขมันที่ดีกับสุขภาพเมื่อเทียบกับไขมันในเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพราะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ อีกทั้งการรับประทานปลาที่มีกรดไขมันสูงในช่วงลดน้ำหนักก็ยังช่วยทำให้ร่างกายได้รับไขมันเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอีกด้วย ดีแบบนี้จดไว้เลยค่ะสำหรับคนลดน้ำหนัก




3. ถั่วเปลือกแข็ง
          ถั่วเปลือกแข็งนอกจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีกับร่างกายแล้ว ก็ยังอุดมไปด้วยไขมันและไฟเบอร์ อีกทั้งไขมันที่อยู่ในถั่วเปลือกแข็งก็ยังเป็นไขมันชนิดที่ดีกับสุขภาพ ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ขณะที่ไขมันในถั่วเปลือกแข็งยังช่วยทดแทนไขมันชนิดอื่น ๆ ที่เราเลี่ยงในช่วงลดน้ำหนักได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้เองก็ไม่ควรจะรับประทานเยอะ ควรรับประทานไม่เกินวันละ 1 กำมือ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้อ้วนได้เหมือนกันค่ะ




4. น้ำมันมะพร้าว

          มะพร้าวเป็นพืชที่อุดมด้วยกรดลอริก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ช่วยต่อสู้กับแบคทีเรียและควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการลดน้ำหนัก โดยการศึกษาหนึ่งพบว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 2 ช้อนโต๊ะ เป็นประจำทุกวัน จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าการรับประทานน้ำมันชนิดอื่น ๆ แค่หันมาใช้น้ำมันมะพร้าวในการปรุงอาหารแทนน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ คุณก็จะพบความเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ที่มีต่อสุขภาพและการลดน้ำหนักอย่างแน่นอน




5. เนยถั่ว
          ประโยชน์ของเนยถั่วนั้นดีไม่แพ้กับการรับประทานถั่วเปลือกแข็งเลยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไขมันดี หรือไฟเบอร์ที่อยู่ในถั่วที่นำมาทำเป็นเนยถั่ว การรับประทานเนยถั่วจะทำให้อิ่มและอยู่ท้องนานขึ้น ลดความอยากอาหารหรือของหวานต่าง ๆ แต่ก็ควรเลือกเนยถั่วล้วนนะคะ เพราะเนยถั่วที่ผ่านการปรุงแต่งรสแล้วจะมีน้ำตาลสูง ยิ่งกินก็ยิ่งอ้วนนะจะบอกให้


6. อะโวคาโด

          รู้หรือไม่ว่าอะโวคาโดเพียงครึ่งผลก็มีไขมันไม่อิ่มตัวสูงถึง 10 กรัม และเจ้าไขมันชนิดนี้นี่ล่ะค่ะที่่ช่วยป้องกันการเกิดไขมันสะสมบริเวณเอว อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย นี่ยังไม่รวมถึงแร่ธาตุและวิตามินอีกกว่า 20 ชนิดที่อยู่ในอะโวคาโดซึ่งให้ประโยชน์ต่อร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลไม้ที่อุดมด้วยไขมันชนิดนี้จะกลายเป็นอาหารที่พบเห็นได้ในเมนูอาหารลดน้ำหนัก



7. น้ำมันมะกอก
          ถ้าจะว่ากันถึงประโยชน์ของน้ำมันมะกอก อย่างหนึ่งที่ทุกคนทราบดีก็คือประโยชน์ในเรื่องของการบำรุงสุขภาพหัวใจ แต่สำหรับในเรื่องการลดน้ำหนัก น้ำมันมะกอกมีส่วนช่วยในการเพิ่มระดับฮอร์โมนอะดิโพเนคติน (Adiponectin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สำคัญในการกำจัดไขมันในร่างกาย ซึ่งถ้าหากร่างกายของเรามีฮอร์โมนชนิดนี้น้อย ก็จะทำให้เราอ้วนขึ้น ดังนั้นถ้าคิดจะลดน้ำหนักและอยากได้ตัวช่วยดี ๆ น้ำมันมะกอกนี่ล่ะ คอนเฟิร์มว่าดีจริง
!


8. ดาร์กช็อกโกแลต
          ทราบหรือไม่ว่านอกจากดาร์กช็อกโกแลตจะช่วยป้องกันมะเร็งแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการลดน้ำหนักด้วยล่ะค่ะ โดยมีการศึกษาพบว่าคนที่รับประทานดาร์กช็อกโกแลตก่อนรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง จะทำให้เราบริโภคแคลอรีน้อยลงถึง 17% เลยทีเดียว นอกจากนี้ดาร์กช็อกโกแลตยังมีกรดไขมันที่ย่อยสลายได้ช้า จึงทำให้ร่างกายต้องใช้เวลานานมากขึ้นในการย่อยและส่งผลให้เราอยู่ท้องนานขึ้น ลดความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ก็ต้องระมัดระวังในการเลือกรับประทานหน่อยนะคะ อย่าเผลอไปรับประทานช็อกโกแลตที่มีน้ำตาลหรือมีส่วนผสมของนมนะ ไม่อย่างนั้นละก็อ้วนแน่ ๆ ค่ะบอกเลย


9. เนยอัลมอนด์

          มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่แสดงให้เห็นว่าอัลมอนด์เป็นอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี โดยการศึกษาหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ใน International Journal of Obesity and Related Metabolic Disorders พบว่าการรับประทานอัลมอนด์สามารถช่วยลดรอบเอวได้มากขึ้นถึง 50% นอกจากนี้กรดไขมันโอเลอิก (Oleic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่อยู่ในอัลมอนด์ อะโวคาโด และน้ำมันมะกอก สามารถช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความอยากอาหาร และทดแทนไขมันจากอาหารอื่น ๆ ได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขอแนะนำให้รับประทานเป็นเนยอัลมอนด์ล้วนจะดีกว่า เพราะร่างกายของเราไม่สามารถดูดซึมไขมันจากอัลมอนด์เต็มเมล็ดได้ แต่ถ้าหากเป็นเนยอัลมอนด์จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ดียิ่งขึ้นค่ะ


          ได้ทราบกันแบบนี้แล้ว ใครที่ยังหลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันละก็เปลี่ยนใจหันมากินอาหารเหล่านี้เสริมด้วยกันดีกว่า เพราะการลดน้ำหนักที่ได้ประสิทธิภาพ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการได้รับสารอาหารทุกชนิดอย่างเพียงพอ หากขาดอะไรไป อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ได้ผอมสมใจแต่สุขภาพย่ำแย่ก็ไม่คุ้มกันเลยนะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
allwomenstalk.com 
womenshealthmag.com

6 ธันวาคม 2559

เคล็ดลับ บรรเทาไทรอยด์ที่คุณหมอไม่เคยบอก!!


  เมื่อพูดถึง ต่อมไทรอยด์ เพื่อนๆ คงทำหน้างุนงง และมีเครื่องหมายคำถามลอยอยู่เต็มไปหมด พูดง่ายๆ คือ ต่อมไทรอยด์นั้น เป็นต่อมไร้ท่อบริเวณลำคอ ทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกาย อุณหภูมิของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระดับไขมันในเลือด รวมทั้งอารมณ์และความรู้สึก
      เมื่อต่อมไทรอยด์ของคุณมีปัญหา หรืออาการต่างๆ ที่แปลกประหลาด นอกจากการไปพบแพทย์แล้ว คุณยังสามารถบรรเทาอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับต่อมไทรอยด์ได้ด้วยการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นผ่อนคลายความเครียด 

     นอกจากนี้แล้ว คุณก็อาจจะสามารถวินิจฉัยหาสาเหตุของต้นตออาการต่างๆ ได้ด้วยการปรึกษาแพทย์ทางเลือก เพื่อให้ได้แนวทางและวิธีการรักษาที่ถูกต้อง วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีที่แตกต่างออกไปซึ่งสามารถรักษาอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับต่อมไทรอยด์ของคุณด้วยวิธีธรรมชาติ ปลอดภัย ห่างไกลอันตรายแน่นอนค่ะ

     1. บริโภควิตามิน A, D และ K2 ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากทั้งวิตามินทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นวิตามินที่สำคัญต่อสุขภาพร่างกายและต่อมไทรอยด์ของคุณเป็นอย่างมาก จากการศึกษาวิจัยล่าสุดพบว่า หากคุณบริโภควิตามิน A, D, K2 ไม่เพียงพอก็อาจจะนำไปสู่โรคที่เกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์ก็เป็นได้
     หน้าที่ของวิตามิน K2 คือช่วยเสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูกและฟัน ปกป้องผิวพรรณจากริ้วรอย มีส่วนช่วยในการรักษาโรคมะเร็ง 

     2. สาหร่าย และผักในน้ำชนิดอื่นๆ คุณควรรับประทานสาหร่าย ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายโนริ สาหร่ายคอมบุ และสาหร่ายวากาเมะ หรือบริโภคพืชน้ำชนิดอื่นๆ เนื่องจากผักเหล่านี้เป็นแหล่งของไอโอดีนและอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย

     3. น้ำมันมะพร้าว น้ำมันชนิดนี้มีคุณสมบัติที่ดีกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ ตรงที่มันจะไม่ไปรบกวนต่อมไทรอยด์ในขณะที่สร้างฮอร์โมนไทรอกซีน หรือ ที4 (Thyroxine, T4) กับฮอร์โมนไตรไอโอโดไธโรนีน หรือ ที3 (Triiodothyronine, T3) ซึ่งฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดนี้จะมีหน้าที่ในการควบคุมการใช้พลังงานจากอาหารและออกซิเจนของเซลล์ต่างๆ (Metabolism) เพื่อการเจริญเติบโต และการทำงานของระบบในร่างกาย ช่วยซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่บาดเจ็บและสึกหรอ และยังช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายอีกด้วย

     ดังนั้นคุณจึงควรนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ประกอบอาหารแทนน้ำมันทั่วไป เพราะน้ำมันมะพร้าวจะช่วยคุณกระตุ้นในการลดน้ำหนัก เสริมสร้างสมรรถภาพของระบบเผาผลาญ  และยังช่วยปกป้องระบบภูมิคุ้นกันซึ่งเป็นระบบที่สำคัญเป็นอย่างมากหากต่อมไทรอยด์ของคุณมีปัญหา เพราะฉะนั้นแล้วคุณควรหันมารับประทานน้ำมันมะพร้าว อย่างน้อยวันละ 1 ช้อนชานะคะ

     4. หลีกเลี่ยงกลูเตน (Gluten) ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า กลูเตน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในธัญพืชบางชนิดเช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพด เป็นส่วนที่เหนียวและยืดหยุ่นสำหรับการทำขนมปัง หรือเบเกอรี่ สำหรับกลูเตน

     5. รับประทานซุปกระดูกเป็นประจำ น้ำซุปกระดูก หรือซุปไขกระดูกจากหมูเปรียบเหมือนยาอายุวัฒนะที่จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ยับยั้งและรักษาผนังลำไส้ซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพของต่อมไทรอยด์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ควรรับประทานน้ำซุปต้มกระดูกหมูเป็นประจำทุกวัน หรือจะรับประทานคู่กับสาหร่ายแผ่น และเกลือทะเลก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีไม่แพ้กันค่ะ

     6. ในกรณีที่คุณมีอาการรุนแรง ความดันต่ำอย่างผิดปกติ และมีความเครียดสะสม การรักษาด้วยการเล่นโยคะ นั่งสมาธิ และรำไทเก็ก ก็จะทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายของคุณผ่อนคลายมากขึ้นค่ะ 

    เห็นไหมล่ะคะว่าวิธีที่เราเอามาบอกกล่าวกันในวันนี้นั้นไม่ยากเลย อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลา และมีหลายวิธีให้เลือกสรร เพียงแค่ต้องอาศัยระเบียบวินัยและตั้งใจจริงในการรักษา ในไม่ช้าคุณก็จะได้รับผลลัพธ์อันน่ามหัศจรรย์ พร้อมกับสุขภาพและร่างกายที่จะอยู่กับคุณไปอีกแสนนาน

Source: http://www.healthyfoodhouse.com/
www.siamhealth.net
www.healthytipsworld.net
จองโรงแรมทั่วโลก ราคาพิเศษ คลิ๊ก!!


หากชอบ และถูกใจ กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ ^^

17 กันยายน 2559

เคล็ดลับ “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ

14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth
แฟ้มภาพ

     “อาหารบุฟเฟ่ต์” ปัจจุบันมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน มีกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นจนบางร้านต้องรอคิวกว่าชั่วโมง  เพื่อเข้ารับประทาน เหตุนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า “บุฟเฟ่ต์” ได้เข้ามาเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของสัมคมไทยไปแล้ว

ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายสามารถกินได้แบบไม่อั้น “อาหารบุฟเฟ่ต์” จึงกลายเป็นอาหารยอดนิยมของกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา โดยการกินบุฟเฟ่ต์ส่วนใหญ่มักจะคิดถึงความคุ้มทุนโดยจะพยายามกินอาหารปริมาณมาก หรือเลือกกินอาหารราคาแพง เพื่อจะให้คุ้มค่ากับราคา
ทั้งนี้ ร่างกายนำพลังงานจากอาหาร มาใช้กิจกรรมต่าง ๆ เช่น นั่ง นอน ยืน เดิน ทำงาน ออกกำลังกาย ถ้าได้รับพลังงานมากเกิน ความต้องการร่างกายจะนำพลังงานส่วนเกินนั้นไปเก็บสะสมในรูปไขมันเพื่อเป็นพลังงานสำรอง ถ้ามีการสะสมของไขมันมากขึ้นก็จะนำไปสู่โรคอ้วน และนำไปสู่โรคต่างๆ
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ที่จะทำให้ทุกครั้งที่กินบุฟเฟ่ห์ “อิ่ม คุ้มค่า ไม่เสียสุขภาพ”
14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth




1. กินน้อย ก่อนกินมาก
จำไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า ‘การอดอาหารเพื่อกะไปกินบุฟเฟต์กับเพื่อนๆ ให้คุ้มนั้นไม่คุ้มอย่างที่คิด’ เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายลดการเผาผลาญพลังงานลงแล้ว เรายังอาจรู้สึกหิวมากเกินไปตอนไปกินบุฟเฟต์ ดังนั้นควรเลือกกินอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลงก่อนไปกินบุฟเฟต์สัก 1 วัน หรือ 1-2 มื้อ (ถ้าหิวมากจนอดใจไม่ไหว ก็ควรกินผลไม้หรือดื่มนมไขมันต่ำ และตามด้วยน้ำเปล่ารองท้อง) แต่ถ้ามีเหตุให้ต้องไปกินแบบไม่ทันได้เตรียมตัว ก็ควรลดอาหารในวันหลังจากนั้นให้น้อยลง

2. ‘ลุกเดิน’ วอร์มอัพ ก่อนหรือหลังกินบุฟเฟต์
‘การเดิน’ เป็นกิจกรรมทางกายที่ง่ายสุดๆ ฉะนั้นจะลุกขึ้นมาเดินเพิ่มขึ้น 20-30 นาที ประมาณ 5-7 วัน ก่อนหรือหลังไปกินบุฟเฟต์ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความสามารถ

14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth


3. เสื้อผ้าก็สำคัญ
ควรใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัว ไม่ควรใส่ชุดหลวมๆ เพราะเราอาจเพลิดเพลินกับอาหารจนกินเกินอิ่มได้ง่ายๆ

4. ไกลไว้ดีกว่าใกล้
การเลือกที่นั่งไกลจากซุ้มอาหาร ช่วยให้เราได้เพิ่มการใช้พลังงานทุกครั้งที่เดินมาตัก

5. สำรวจร้านเตรียมรับมือ
ชิงเดินสำรวจอาหารทั้งหมดให้เรียบร้อย เพื่อที่จะได้วางแผนการรบกับกองทัพอาหารได้ถูกว่าควรเลือกเอาอะไรใส่ปากบ้าง และไม่ต้องเจอกับสถานการณ์ประเภท ‘อิ่มแล้ว แต่เพิ่งเดินมาเห็น’ แถมยังได้เดินเพิ่มก้าวอีกเล็กน้อยด้วย

6. จานเล็กช่วยได้
การหยิบจานเล็กใส่อาหารเหมือนไม่น่าจะช่วยอะไรเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้มีการศึกษามาแล้วและพบว่าการลดขนาดจานลง 2 นิ้ว ช่วยให้เรากินอาหารลดลงถึงร้อยละ 22

14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth
7. สลัดมาจานแรก
ควรเลือกตักสลัด (น้ำสลัดน้อยๆ) เป็นจานแรก

8. ไม่ติดมัน ไม่เอาน้ำผัด
ควรเลือกกินเนื้อสัตว์ประเภทต้มหรือนึ่ง ถ้าปิ้งย่างก็ไม่เอาแบบไหม้เกรียม ส่วนพวกเนื้อติดมัน น้ำผัด และชุบแป้งชุบไข่ทอดนี่อยู่ให้ห่างไว้

9. ตักเผื่อล้นโต๊ะ
การมีน้ำใจถือเป็นสิ่งดี แต่การตักเผื่อคนอื่นเวลากินบุฟเฟต์นั้น อาจทำให้มีอาหารล้นโต๊ะ ควรตักอาหารแต่ละชนิดไม่เกิน 1-2 ช้อน และตักทีละจานก็พอแล้ว

10. ผ้าเช็ดปากเตือนสติ
แค่เอาผ้าเช็ดปากมาวางไว้บนตัก เราก็สามารถรู้ตัวทุกครั้งเวลาที่ลุกไปตักอาหาร และจะได้บังคับตัวเองไม่ให้ลุกจนเพลิน

14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth
11. สนทนาละความสนใจ
มากินบุฟเฟต์ทั้งทีจะเน้นกินอย่างเดียวก็คงกระไรอยู่ ควรหันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะให้มากขึ้นจะได้ช่วยดึงความสนใจของเราออกจากอาหารและกินอาหารได้น้อยลง

12. น้ำเปล่าดีที่สุด
น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมก็ล้วนเป็นเครื่องดื่มเพิ่มแคลอรีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นหันมาดื่มน้ำเปล่าดีกว่า

13. ตัดทิ้งแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้เรามีภาวะขาดน้ำแล้ว ยังกระตุ้นให้เราดื่มน้ำหรือกินอาหารเพิ่มขึ้นฉะนั้นเมินได้ก็เมินเถอะ

14. โปรดระวังไขมันแอบแฝง
หลีกเลี่ยงไขมันแอบแฝงซึ่งซุกซ่อนอยู่ใน เนย น้ำสลัด (ไม่ว่าจะเป็น น้ำใสหรือน้ำข้น) รวมถึงเกลือแอบแฝงที่อยู่ในบรรดาซอสต่างๆ (ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ) หรือกระทั่งครีมทาร์ทาร์ และน้ำจิ้มเอง ก็ควรจิ้มให้น้อยที่สุด

การกินอาหารที่ดี จะต้องใส่ใจว่าเรากินเข้าไปมากน้อยเพียงใด รู้จักการควบคุม “แคลอรี่” หรือปริมาณ พลังงานของอาหารที่กิน โดยผู้ชายควรได้รับพลังงานประมาณวันละ 2,000 กิโลแคลอรี และผู้หญิง วันละ 1,600 กิโลแคลอรี ปริมาณที่ว่านี้ รวมทั้งอาหารคาวและหวาน อาหาร 1 มื้อควรได้แคลอรี่ประมาณ 400-700 กิโลแคลอรี่ โดยอาหารเย็นเป็นมื้อที่มีแคลอรีต่ำกว่ามื้ออื่นๆ อาหารว่าง ต้องจำกัดให้น้อยกว่า 200 กิโลแคลอรีในแต่ละครั้ง และเมื่อรวมกับ อาหารมื้อหลักทั้งวันแล้วต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด ลด หรืองดอาหารที่ให้พลังงานสูง อาหารรสจัด และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง

เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารบุฟเฟ่ต์ หรืออาหารทั่วไปก็ตามหากกินมากเกินไป ก็สามารถทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ มากมาย ความคุ้มค่าของราคาและปริมาณ อาจเทียบไม่ได้กับค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น กินอย่างพอดี เสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อสุขภาพที่ดีกันนะค่ะ

------------------------------------------
เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th
ข้อมูลและภาพประกอบจาก : หนังสือ“คิดเอง ทำได้ ห่างไกลโรค”เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ หนังสือ “ เดินศาสตร์” โครงการรักเดิน สสส. ร่วมกับ นิตยสารหมอชาวบ้าน

เตือน ! ถ้าไม่อยากตายเร็ว เลือกทำตาม และอย่าทำ สิ่งต่างๆเหล่านี้





แพทย์จีน เน้นให้ ช่วยส่งต่อข้อความที่ได้รับนี้ จะสามารถช่วยชีวิตคนหนึ่งคนได้ 
1.  กินมันเทศ โดยเฉพาะที่มีสีเหลืองหรือสีม่วง สามารถต้านมะเร็ง
2.  น้ำมะนาวร้อน  ดีต่อสุขภาพ และชีวิตยืนยาว น้ำมะนาวร้อน ทำลายล้างเซลล์มะเร็ง ฝานมะนาวบางสัก 2-3 ชิ้นในถ้วย แล้วเติมน้ำร้อน ทำเป็นน้ำด่าง ดื่มเป็นประจำทุกวัน ดีต่อสุขภาพ
-  รสขมในน้ำมะนาวร้อน เป็นสารต้านมะเร็ง ส่วนน้ำมะนาวเย็นนั้น มีเพียงวิตามินซี ไม่สามารถป้องกันมะเร็งได้
-  น้ำมะนาวร้อน ช่วยระงับการเติบโตของก้อนเนื้องอก การทดลองพิสูจน์ว่า น้ำมะนาวร้อนมีผลในการป้องกันมะเร็ง การบำบัดวิธีนี้ ทำลายเซลล์ก้อนเนื้อร้ายโดยไม่มีผลต่อเซลล์ในร่างกาย
- กรดมะนาว และสารโพลีฟีนอล ในน้ำมะนาวช่วยปรับระดับความดันโลหิต เส้นเลือดอุดตัน ปรับการไหลเวียนของกระแสเลือดดีขึ้น ลดการแข็งตัวของเลือด

วิธีปฏิบัติตัว   19 อย่าง  เพื่อหลีกเลี่ยงโรคร้าย ดังนี้

1. งดอาหารมื้อดึก เพราะจะเพิ่มโอกาส เป็นมะเร็งกะเพาะ

2. สัปดาห์หนึ่งไม่ควรกินไข่มากกว่า 4 ฟอง

3. เนื้อสะโพกไก่ กินมาก เป็นเหตุให้เป็นโรคมะเร็ง

4. ไม่ควรกินผลไม้หลังอาหาร ควรกินผลไม้ ก่อนมื้ออาหาร

5. ขณะมีรอบเดือน ไม่ควรดื่มชา ให้กินอาหาร ที่ช่วยบำรุงเลือดแทน
6. น้ำเต้าหู้ไม่ควรใส่ไข่ และไม่เติมน้ำตาล

7. เมื่อท้องว่าง ไม่ควรกินมะเขือเทศ ควรกินหลังอาหาร

8. ดื่มน้ำธรรมดาก่อนมื้อเช้าทุกวัน เพื่อป้องกัน โรคนิ่วในกะเพาะ

9. ก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง งดทานอาหาร

10. งดดื่มชาใส่นม เพราะไขมันในนมข้น และน้ำตาล ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และ โรคความดันโลหิตสูง

11. ไม่ควรกินขนมปัง หรือซาลาเปา ที่เพิ่งนึ่งร้อนๆ จากเตานึ่งหรือเตาปิ้ง

12. การชาร์จโทรมือถือ ควรห่างจากตัว ไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร และไม่ควรอยู่ใกล้ที่นอน ขณะนอนหลับ

13. ดื่มน้ำ 10 แก้วต่อวัน ป้องกันมะเร็งกะเพาะ

14. กลางวัน ดื่มน้ำให้มาก และดื่มให้น้อย ตอนกลางคืน

15. ไม่ควรดื่มกาแฟ มากกว่า 2 แก้วต่อวัน จะทำให้ นอนไม่หลับ และท้องอืด

16. ของมันหรือของทอด กินมากทำให้ เลือดคั่ง ที่กะเพาะลำไส้ เป็นเหตุให้ง่วงซึม อยากนอนบ่อย

17. หลัง17.00 น ต้องรับประทานอาหารให้น้อยลง
18. 10 สิ่งที่ควรทานกิน: ปลาทะเลน้ำลึก กล้วย เกรฟฟุต ขนมปังโฮลวิต ผักโขม กระเทียม ฟักทอง นมพร่องมันเนย เนื้อไก่ ลูกพีช
19. นอนน้อยกว่า 8 ช.ม.ต่อวัน ทำให้สมองเสื่อม การงีบตอนพักเที่ยง ทำให้แก่ช้า


-----------------------------------------
.ขอบคุณข้อมูลจาก ปู บุษยา
ที่มาจาก http://www.bloggang.com
หากชอบ และถูกใจ กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

3 มีนาคม 2559

5 อาหาร ที่บริโภคมากไป จะทำให้ "โง่"

        อาหารบางอย่างถ้ากินเป็นก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่บางอย่างถ้าเราตามใจ ปากมากเกินไป ก็ทำให้สมองเราโง่ลงได้เช่นกัน ซึ่ง เว็บไซต์ Reader’s digest ได้รวบไว้ดังนี้


น้ำตาล
       นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว น้ำตาลยังทำลายสมองของคนเราได้ด้วย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลีส (หรือ UCLA) ให้หนูทดลองกินอาหารที่ผสมฟรุกโตสในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วสแกนสมองพบว่า ใยประสาทในสมองทำงานติดขัดทำให้มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้และสูญเสียความทรงจำ นอกจากนี้นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่าที่สมองทำงานด้อยลงเป็นเพราะน้ำตาลฟรุกโตสที่มากเกินไปไม่กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ทำให้สมองประมวลผลผิดพลาด ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์และความคิดแน่นอน

เนื้อแดงและเนย
        หลายคนอาจจะคิดว่าเนื้อแดงไม่ติดมันนั้นปลอดภัย คุณคิดผิดค่ะ เพราะในเนื้อแดงนั้นมีไขมันอิ่มตัวอยู่ในปริมาณมาก งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดตีพิมพ์ในวารสาร the Annals of Neurology บอกว่านักวิจัยได้ศึกษาพฤติกรรมการกินอาหารของผู้หญิงกว่า 6,000 คน เป็นเวลา 4 ปี พวกเขาพบว่าผู้หญิงที่กินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากที่สุด (เนื้อแดง แฮม เบคอน เนย นม) สมองจะมีประสิทธิภาพลดลง ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้หญิงที่กินอาหารที่มีไขมันดีอย่าง มะกอกหรืออะโวคาโด สมองจะประมวลผลได้ดี และจะทำแบบทดสอบได้คะแนนสูงกว่า


มันฝรั่งทอด พิซซ่า และอาหารจั๊งก์ฟู้ด
     ในปี 2011 นักวิจัยชาวอังกฤษได้ศึกษาพฤติกรรมการกินของเด็ก 4,000 คน พบว่าเด็กส่วนใหญ่กินอาหารจั๊งก์ฟู้ดเป็นหลัก โดยเฉพาะช่วง 3 ขวบแรก เด็กๆ ต้องได้รับโภชนาการที่ดีเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตของสมอง แต่ถ้าเด็กๆ กินอาหารขยะมากเกินไป เขาจะได้รับไขมัน เกลือ น้ำตาล ที่มากเกินไป และสารอาหารบางอย่างก็ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาสมอง ส่งผลต่อการเรียนรู้ในระยะยาวของเด็กๆ ได้



หมากฝรั่ง
      ในศึกษาเก่าๆ จะบอกเราว่าการเคี้ยวหมากฝรั่ง จะช่วยให้สมองกระปรี้กระเปร่า เกิดสมาธิดี แต่ล่าสุด วารสารจิตวิทยา Experimental Psychology ของอังกฤษบอกว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งมีส่วนทำให้ความจำระยะสั้นของคนเราถดถอยลง แต่ทั้งนี้ถ้าเรากินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ หรือคอยจิบน้ำเปล่าระหว่างวัน การเคี้ยวหมากฝรั่งย่อมไม่มีผลใดๆ กับสมองของเรา
อาหาร โลว์คาร์โบไฮเดรต
      หลายคนเข้าใจว่าอาหารที่เป็นแป้งมักจะทำให้อ้วน จึงใช้วิธีลดคาร์โบไฮเดรตหรือกินแป้งให้น้อยลง แต่ทราบหรือไม่ว่า ถ้าได้รับคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไปร่างกายจะขาดพลังงานสะสม ทำให้หงุดหงิดและเกิดความเครียดได้ ดังนั้นหากไม่อยากอ้วนและสมองเสื่อมไปพร้อมๆ กัน เราเลี่ยงมากินข้าวกล้องหรือขนมปังโฮลวีทแทนก็ได้


ที่มา Reader’s digest