20 กันยายน 2559

เคล็ดลับ 10 วิธีสวดมนต์ ที่ทำแล้วชีวิตจะดี มีสุข (1 แชร์ เท่ากับ 1 ธรรมทาน)


1. ก่อนสวดให้เลือกเวลาและสถานที่ที่จะมีสิ่งรบกวนน้อยที่สุด เช่น ห้องนอนของตัวเองในเวลาก่อนนอน, ห้องนอนของตัวเองในเวลาตื่นนอน ไม่จำเป็นต้องไปถึงวัดก็ได้ “เพราะการทำดี ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเลือก ไม่ต้องรอ”
2. เคลียร์ความคิดและจิตใจให้ปลอดโปร่งที่สุด อะไรที่ทำให้คิดมาก จิตตก รู้สึกแย่ อาฆาตพยาบาท โกรธเคือง โยนทิ้งออกไปก่อนชั่วคราว “การสวดมนต์เพื่อหวังจะลบความรู้สึกแย่ในใจ ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น” เพราะมันจะเหมือนกับเศษตะกอนที่อยู่ในน้ำ ต่อให้เติมน้ำที่กลั่นมาใสสะอาดเท่าไหร่มันก็ยังขุ่นอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่พร้อมจะสวดจริง ๆ อย่าเพิ่งสวด
3. ความยาวของคาถาไม่ได้การันตีว่าชีวิตจะดีขึ้นจริง ๆ เอาแค่เซตคาถาที่พอจูนสมาธิให้กับตัวเองได้สัก 3-5 นาทีเป็นอย่างต่ำ เช่น สวดอะระหังสัมมาฯ+คาถาชินบัญชร, สวดอะระหังสัมมาฯ+อิติปิโสฯ+พาหุงฯ+ชินบัญชร สุดแท้แต่ที่จะเลือกมาสวด คาถาไหนก็ได้ความหมายที่ดีทั้งนั้น
4. ต่อให้คาถานั้นมีความหมายถึงลาภยศสรรเสริญอยู่จริง อย่าโฟกัสให้จิตจ้องลาภเพราะนั่นเท่ากับว่าเราหมกมุ่นยึดติดกับเงินทองมากเกินไป ควรโฟกัสที่การใช้เวลาสวดไปเพื่อการจูนสมาธิและจิต ให้ว่างเปล่า บริสุทธิ์ พร้อมจะคิดอะไรใหม่ ๆ ดี ๆ เพิ่มขึ้นมาได้ (คิดดี ทำดี เป็นรากฐานก็การได้รับสิ่งดี)
5. นั่งในท่าที่สบาย ขัดสมาธิก็ได้ พับเพียบก็ได้ แต่ก็ให้เป็นท่าที่สามารถอยู่นิ่งได้นาน ไม่ปวดทรมาน ไม่เหน็บชา จนต้องขยุกขยิกบ่อย ๆ ให้เสียสมาธิ
6. เคล็ดลับการนั่งสวดมนต์ (ไปจนถึงนั่งสมาธิ) นาน ๆ ก็คือ ควรนั่งให้หลังตรง ไม่ค่อมตัว ไม่แอ่นตัว เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่งพร้อมรับลมหายใจที่ไหลเวียนได้สะดวก (ออกซิเจนมีผลต่อระบบร่างกายเรา หากไม่ได้รับในปริมาณที่เพียงพอ เพียงแค่เรานั่งผิดองศา เราจะง่วงซึม ปวดเมื่อย รู้สึกมึน)
7. ผลพลอยได้จากการนั่งหลังตรง ไม่เพียงแต่สมาธิที่ดี แต่ยังได้บุคลิกภาพที่สง่างามด้วย
8. ในขณะที่สวดมนต์จะเปล่งออกเสียง หรือพูดแบบกระซิบก็ได้ “ขอให้ปากได้ขยับตามบทสวดแบบชัดถ้อยชัดคำ” อย่าบ่นงึมงำไม่ได้ศัพท์เหมือนเด็กหัดพูด เพื่อให้รู้ตัวว่ากำลังสวดมนต์อยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันนี้ จิตไม่ได้ล่องลอยไปไหน (ในทางความเชื่อ การสวดให้ชัดถ้อยชัดคำ ก็เพื่อให้พระท่านรับรู้ว่าเราต้องการจะสื่อสารอะไร ท่านจะได้ประทานพรได้ถูก แต่ถ้ามองในทางวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยา เสียงที่เปล่งออกมา ปากที่ขยับ มันคือการฝึกจิตให้จดจ่ออยู่กับปัจจุบันที่สุด)
9. สวดมนต์แล้วอย่าลืมนั่งสมาธิเพื่อภาวนา แผ่เมตตาให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และสิ่งที่มองไม่เห็น ใครหรืออะไรก็ตามที่มีผลต่อชีวิตเรา ทั้งในด้านดีและด้านร้าย ทั้งในด้านที่เป็นมิตรและเป็นศัตรู ขอให้พยายามนึกเรื่อย ๆ … กล่าวขอบคุณ, ขอโทษ และให้อภัยพวกเขาในขณะที่หลับตา (ในทางพุทธศาสนา คือ การนึกถึงเรื่องเวรกรรมบาปบุญ สร้างบุญให้กับตนเองและผู้อื่น แต่ในทางจิตวิทยา คือ การชำระจิตให้สะอาดกว่านี้ ไม่ให้รู้สึกว่าติดค้างอะไร แถมยังได้กำลังใจจากการนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ อีกด้วย)
10. หลังจากสวดมนต์จบแล้ว พยายามตัดนิสัยไม่ให้ตัวเองผิดศีล 5 ถ้าเป็นเวลานอน (สวดมนต์ก่อนนอน) สวดมนต์-นั่งสมาธิแผ่เมตตาเสร็จแล้วก็รีบนอนเลย อย่าประวิงเวลาแม้กระทั่งเช็คเฟส เช็คไลน์แค่นาทีเดียว เพื่อให้นอนฝันดีที่สุดจากจิตที่เพิ่งชำระสะอาดมาหมาด ๆ

   ถ้ายังต้องมีกิจกรรมอื่นหลังจากสวดมนต์-นั่งสมาธิจบแล้ว เช่น จะต้องออกไปทำงาน,  ออกไปข้างนอก หรืออะไรก็ตาม ให้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ผิดศีล 5 เลยภายในกี่ชั่วโมงก็ว่ากันไปตามแต่สะดวก  อาจพัฒนาจากไม่กี่ชั่วโมงเป็นทั้งวันได้ยิ่งดี  (ในทางความเชื่อ ก็เหมือนกับว่าถ้าเราอยากจะได้สิ่งดี อยากให้พระท่านประทานพร เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ท่านเห็นก่อนว่าเราจะทำดีจริง ๆ โดยมีศีล5กำกับ แต่ถ้าในทางจิตวิทยามันก็คือการดัดนิสัยตัวเองให้ได้รับพลังบวกมาก ๆ จากการทำดี คิดดีให้มากนั่นเอง)
เลือกปฏิบัติกันได้แล้วแต่คุณจะสะดวก อาจจะไม่ทุกวัน แต่ขอให้สม่ำเสมอจนเป็นนิสัย … 
สุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ผลตอบแทนที่ดี เราเริ่มได้จากตัวเรา : )

--------------------------------------------
ที่มา : share-si
หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไป นะคะ  ^^  

20 เคล็ดลับง่ายๆ ทำเสื้อผ้าและรองเท้า พังๆเสียๆ กลับมาสวยเหมือนเดิม

      


         ชีวิตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ในแต่ละวัน คุณอาจต้องเจอกับเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดกับ เสื้อผ้าของคุณ - เช่น ไวน์ หกบนเสื้อเชิ้ตสีขาวและไม่สามารถเช็ดคราบออกได้, ซิปติด, รองเท้าคู่ใหม่ที่คุณซื้อจะแคบเกินไปสำหรับเท้าของคุณ .... แต่เราไม่ความจำเป็นที่จะที่โยนสิ่งเหล่านั้นทิ้ง เพียงเพราะว่ามันใช้ไม่ได้
20 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะทำให้เสื้อผ้าและรองเท้าของคุณอยู่ในสภาพที่กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
  1. ใช้น้ำมะนาว หรือแบกกิ้งโซดา เพื่อขจัดคราบเหลืองบนเสื้อผ้า บริเวณใต้วงแขน
  1. แพคเสื้อสเว็ตเตอร์แล้วใส่เข้าไปในตู้เย็น ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ช่วยทำให้เสื้อเรียบและนุ่ม ไม่ยับยู่ยี่
  1. คุณสามารถกำจัดไฟฟ้าสถิตย์ที่ดูดสิ่งต่างๆมาติดกับเสื้อผ้าคุณด้วยการ  ใช้ทิชชูอย่างดี เช็ดไปทางด้านล่าง ให้เป็นทางเดียวกัน
  1. เมื่อเสื้อผ้า มีรอยยับบางส่วนเล็กน้อย คุณสามารถใช้ที่หนีบผม มันใช้ได้ดีเยี่ยม
  1.  ขจัดคราบรอยเปื้อน บนเสื้อผ้าสีขาว ด้วยโฟมโกนหนวด
  1.  เมื่อรองเท้าใหม่ของคุณ หน้าเท้าแคบเกินไป ทำได้ดังนี้ :  เทน้ำในถุงซิปล๊อคอย่างดี ให้ปริมาณพอดีที่ใส่เข้าไปในด้านหน้ารองเท้า แล้วแพคทั้งหมดเข้าไปใส่ใน ช่องแช่แข็ง ทิ้งไว้ 1 คืน คุณจะได้หน้ารองเท้าที่ขยายขึ้น อีก
  1. ขจัดคราบไวน์แดงบนเสื้อผ้า : โดยใช้ไวน์ขาว เทราดลงไปบริเวณที่เปื้อน แล้วทาแบกกิ้งโซดาทับลงไปให้ทั่วรอยเปื้อน ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วนำไปซักออก
  1. เพื่อป้องกันไม่ให้รองเท้าบูทยาว สูญเสียรูปทรง  ใช้นิตยสารปกแข็งเก่าๆ ใส่เข้าไปในรองเท้า 
    9.  ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวแบบสติ๊ก ทาบริเวณหลังเท้า ที่ต้องติดกับรองเท้าใหม่ จะได้ไม่ถูจนบาดเจ็บ
  1.  เสื้อหนังคุณจะนิ่มลงได้ ทำได้โดย เมื่อฝนตก ให้เสื้อคลุมโดนฝนระหว่างเดินไปมา
  1. ขจัดคราบลิปสติกได้ โดยใช้สเปร่ย์ฉีดผม
  1.  เมื่อแป้นต่างหู คุณหาย สามารถใช้ยางลบตัดให้พอดี แทนได้
  1. ขยายรองเท้าด้วยไดร์เป่าผม โดยใส่ถุงเท้าก่อนที่จะสวมใส่รองเท้า จากนั้นก็นำไดร์เป่าผมมาเป่าที่เท้าไปให้ทั่วเท้า ขณะเป่าให้เท้าพยายามยืดขยายพื้นที่ภาายในด้วยและรอให้เย็นตัวลงจึงค่อยถอดถุงเท้าออก หากต้องการให้ยืดมากขึ้นอีกให้ทำซ้ำอีกครั้ง
  1.  คุณสามารถใช้น้ำยาทาเล็บ สีใส ใส่ไปในบริเวณ ขาแว่นตรงจุดที่ต้องระวังการหักได้
  1. ทำความสะอาดรองเท้าหนังกลับ ได้ด้วยยางลบดินสอธรรมดา
  1. สามารถตัดขนฟูๆ ที่ไม่ต้องการจากสเว็ตเตอร์ได้ด้วย มีดโกนหนวด
  1.  คุณสามารถใช้ดินสอกราไฟท์ เช่น 2B, HB ถูๆเข้าไปในซิปที่หัก ก็สามารถทำให้ซิปรูดขึ้นได้อีกครั้ง
  1. เมื่อต้องการทำความสะอาดาขอบรองเท้าสีขาว : เพียงคุณผสมผงซักฟอก กับแบ๊กกิ้งโซดาให้เข้ากัน แล้วใช้แปรงสีฟันเก่า ทาส่วนผสมบนรองเท้าแล้วถูทำความสะอาด ก็ได้รองเท้าขาวเหมือนใหม่
  1. คุณสามารถเหน็บกางเกงยีนส์ขายาว  เข้าไปในรองเท้าโดยใช้วิธีการต่อไปนี้:
  1. ใส่น้ำส้มสายชูกลั่น ครึ่งถ้วยลงไปในเครื่องซักผ้า เพื่อป้องกันไม่ให้กางเกงยีนส์สีเข้ม สีตก

สูตรเด็ด : เฟรนซ์โทสต์กีวีครีมชีส

เฟรนซ์โทสต์ กีวีครีมชีส

 French Toast Kiwi Cream Sauce






เฟรนซ์โทสต์กีวีครีมชีส French Toast Kiwi Cream Sauce  เมนูเฟรนซ์โทสต์กีวีแสนอร่อย รสชาติจะออกเปรี้ยวจากกีวีหวานมันจากครีมชีสเข้ากันดี คนที่ชอบทานกีวีต้องลองทำเมนูนี้เลยค่ะ

สูตรเฟรนซ์โทสต์กีวีครีมชีส French Toast Kiwi Cream Sauce


สำหรับ 2 ชิ้น
ใช้เวลา 20 นาที 



วัตถุดิบเฟรนซ์โทสต์กีวีครีมชีส French Toast Kiwi Cream Sauce

1. ขนมปัง 4 แผ่น
2. นมรสจืด 250 กรัม
3. ไข่ไก่ 1 ฟอง
4. ผงชินนามอน 1/4 ช้อนชา
5. เกลือ 1/4 ช้อนชา
6. เนย 1 ช้อนโต๊ะ   
7. กีวี 2  ลูก       
8. ครีมชีส 80 กรัม
9. น้ำตาลไอซิ่ง 1 ช้อนโต๊ะ
10. กลิ่นวานิลลา 1/4 ช้อนชา
11. น้ำมะนาว 1/4 ช้อนชา


วิธีทำเฟรนซ์โทสต์กีวีครีมชีส French Toast Kiwi Cream Sauce

1. ตีครีมชีสกับน้ำตาลไอซิ่งให้เข้ากันใส่น้ำนาวและกลิ่นวานิลลาลงไป คนให้ทั่วแล้วพักไว้ หั่นกีวีให้เป็นแว่นๆบางๆเตรียมไว้
2. นำขนมปังทาด้วยครีมชีสแล้ววางกีวีเรียงให้ทั่ว ทำเหมือนกันอีกแผ่น แล้วนำมาประกบกัน
3. ผสมนม ไข่ไก่ ผงชินามอน เกลือ ตีให้เข้ากัน กรองด้วยกระชอน ใส่ถ้วยใหญ่ๆไว้
4. ชุบขนมปังที่ประกับกันไว้ลงในนมที่ผสมแล้ว ให้พอชุ่มทั้ง 2 ด้าน แล้วเอาเนยใส่กระทะ พอเนยละลายใส่ขนมปังลงไปโทสให้เป็นสีเหลืองทอง นำขึ้นจัดใส่จานโรยน้ำตาลไอซิ่ง ตกแต่งด้วยกีวีเสิร์ฟ






ที่มา : http://www.foodtravel.tv/




หากชอบ และถูกใจ  ก็กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

เคล็ดลับง่ายๆ ทำรองเท้าผ้าใบสีขาว กลับมาใหม่เหมือนเดิม

   


    เราไม่สามารถรักษาความสะอาดรองเท้าของเราได้  เพราะไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม ถนนหนทาง ถ้าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้   ก็มาหาวิธีการรักษารองเท้าผ้าใบสีขาว ให้กลับมาสะอาดเหมือนใหม่ กันดีกว่าคะ 
เรามี วิธีง่ายๆในการทำรองเท้าผ้าใบสีขาวที่คุณชื่นชอบ กลับมาเหมือนใหม่ และขาวได้อีกเป็นเวลานานมาก
สิ่งที่ต้องเตรียม :
  • 1.  น้ำส้มสายชู  1/2 ถ้วย
  • 2.  แบกกิ้งโซดา 1/4 ถ้วย
  • 3.  พลาสติก หรือ ชามแก้ว
  • 4.  แปรงสีฟัน
วิธีการทำ :
  1. อย่างแรก เตรียมส่วนผสม  แบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชู ผสมลงในชาม  สารนี้ไม่เพียง แต่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังมีการต้านเชื้อแบคทีเรียต้านเชื้อรา ได้เป็นอย่างดี
  2. จากนั้น ใช้แปรงสีฟัน จุ่มสารที่ผสมแล้ว ใส่ตรงจุดที่สกปรกที่สุด  ถูเบาๆ   หรืออาจให้ฟองน้ำในการขัดเบาๆๆ แทนได้
  3. หลังจากนั้น ทิ้งไว้ประมาณ ครึ่งชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผึ่งให้แห้ง
  หลังจากนั้น ก็จะได้ รองเท้าสีขาว กลับมาใหม่ สะอาดอยู่เสมอ คะ


----------------- 
ที่มา :  Bright side

หากชอบ และถูกใจ  ก็กดแชร์แบ่งปันกันไปน๊า ^^   ↓↓↓↓

17 กันยายน 2559

เคล็ดลับ "วิธีทำโลกหิมะในขวดแก้ว"




     การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก   เกิดขึ้นได้ไปพร้อมกับของเล่นที่ชื่นชอบของพวกเขา ถ้าคุณสามารถทำอะไรบางอย่างด้วยมือของคุณเอง และยังให้เด็กๆ มีส่วนในการทำของสิ่งนั้นขึ้นมา รับประกันได้ว่า เด็กๆจะได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สนุกมากขึ้นอีกด้วย
นั่นเป็นเหตุผลที่เราที่  ต้องการจะบอกวิธีที่จะทำให้ลูกโลกหิมะสำหรับเด็กของคุณที่จะเล่นกับ

สิ่งที่ต้องเตรียม :
  • 1. ขวดแก้ว
  • 2. กาว E6000
  • 3. ตุ๊กตาพลาสติก
  • 4. น้ำ
  • 5. กลีเซอรีน
  • 6. กากเพชร


มาเริ่มทำกันเลยคะ  >>

 1.  เปิดฝาขวดโหลออกคะ  แล้วใส่ตุ๊กตาในขวดโหล หยดกาว E6000 ลงบนฝาด้านใน วางต้นตุ๊กตาลงไป รอให้กาวแห้งอย่างน้อย 4 ชั่วโมง  ถ้าจะให้ดีควรทิ้งไว้ข้ามคืนคะ


2.  เทน้ำ  ใส่ขวดโหลให้เกือบเต็ม เพื่อว่าเวลาปิดฝาซึ่งติดต้นคริสต์มาสแล้วน้ำจะไม่ล้นออกมา ก่อนปิดฝาให้เติมกลีเซอรีนลงไปในน้ำประมาณ 1 ช้อนชา  คนให้เข้ากัน กลีเซอรีนจะทำให้น้ำหนืดขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้กากเพชรลอยอยู่ในน้ำได้นานขึ้นค่ะ

3. เพิ่มบรรยากาศวิ้งๆ  โดยใส่กากเพชรลงไปในน้ำคะ

4. ปิดฝาขวดโหล ที่ติดตุ๊กตา ให้แน่น ซีลกาวที่ปากขวดให้แน่นหนาเพื่อป้องกันน้ำซึมออกมาคะ

เสร็จแล้ว !!!

มาดูวีดีโอ วิธีทำทั้งหมดกันคะ  ↓↓↓
ที่มา : https://brightside.me
.
.
.
เรียบเรียง  By..beelosophy
หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  


เคล็ดลับ “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ

14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth
แฟ้มภาพ

     “อาหารบุฟเฟ่ต์” ปัจจุบันมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน มีกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นจนบางร้านต้องรอคิวกว่าชั่วโมง  เพื่อเข้ารับประทาน เหตุนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า “บุฟเฟ่ต์” ได้เข้ามาเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของสัมคมไทยไปแล้ว

ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายสามารถกินได้แบบไม่อั้น “อาหารบุฟเฟ่ต์” จึงกลายเป็นอาหารยอดนิยมของกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา โดยการกินบุฟเฟ่ต์ส่วนใหญ่มักจะคิดถึงความคุ้มทุนโดยจะพยายามกินอาหารปริมาณมาก หรือเลือกกินอาหารราคาแพง เพื่อจะให้คุ้มค่ากับราคา
ทั้งนี้ ร่างกายนำพลังงานจากอาหาร มาใช้กิจกรรมต่าง ๆ เช่น นั่ง นอน ยืน เดิน ทำงาน ออกกำลังกาย ถ้าได้รับพลังงานมากเกิน ความต้องการร่างกายจะนำพลังงานส่วนเกินนั้นไปเก็บสะสมในรูปไขมันเพื่อเป็นพลังงานสำรอง ถ้ามีการสะสมของไขมันมากขึ้นก็จะนำไปสู่โรคอ้วน และนำไปสู่โรคต่างๆ
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ที่จะทำให้ทุกครั้งที่กินบุฟเฟ่ห์ “อิ่ม คุ้มค่า ไม่เสียสุขภาพ”
14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth




1. กินน้อย ก่อนกินมาก
จำไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า ‘การอดอาหารเพื่อกะไปกินบุฟเฟต์กับเพื่อนๆ ให้คุ้มนั้นไม่คุ้มอย่างที่คิด’ เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายลดการเผาผลาญพลังงานลงแล้ว เรายังอาจรู้สึกหิวมากเกินไปตอนไปกินบุฟเฟต์ ดังนั้นควรเลือกกินอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลงก่อนไปกินบุฟเฟต์สัก 1 วัน หรือ 1-2 มื้อ (ถ้าหิวมากจนอดใจไม่ไหว ก็ควรกินผลไม้หรือดื่มนมไขมันต่ำ และตามด้วยน้ำเปล่ารองท้อง) แต่ถ้ามีเหตุให้ต้องไปกินแบบไม่ทันได้เตรียมตัว ก็ควรลดอาหารในวันหลังจากนั้นให้น้อยลง

2. ‘ลุกเดิน’ วอร์มอัพ ก่อนหรือหลังกินบุฟเฟต์
‘การเดิน’ เป็นกิจกรรมทางกายที่ง่ายสุดๆ ฉะนั้นจะลุกขึ้นมาเดินเพิ่มขึ้น 20-30 นาที ประมาณ 5-7 วัน ก่อนหรือหลังไปกินบุฟเฟต์ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความสามารถ

14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth


3. เสื้อผ้าก็สำคัญ
ควรใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัว ไม่ควรใส่ชุดหลวมๆ เพราะเราอาจเพลิดเพลินกับอาหารจนกินเกินอิ่มได้ง่ายๆ

4. ไกลไว้ดีกว่าใกล้
การเลือกที่นั่งไกลจากซุ้มอาหาร ช่วยให้เราได้เพิ่มการใช้พลังงานทุกครั้งที่เดินมาตัก

5. สำรวจร้านเตรียมรับมือ
ชิงเดินสำรวจอาหารทั้งหมดให้เรียบร้อย เพื่อที่จะได้วางแผนการรบกับกองทัพอาหารได้ถูกว่าควรเลือกเอาอะไรใส่ปากบ้าง และไม่ต้องเจอกับสถานการณ์ประเภท ‘อิ่มแล้ว แต่เพิ่งเดินมาเห็น’ แถมยังได้เดินเพิ่มก้าวอีกเล็กน้อยด้วย

6. จานเล็กช่วยได้
การหยิบจานเล็กใส่อาหารเหมือนไม่น่าจะช่วยอะไรเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้มีการศึกษามาแล้วและพบว่าการลดขนาดจานลง 2 นิ้ว ช่วยให้เรากินอาหารลดลงถึงร้อยละ 22

14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth
7. สลัดมาจานแรก
ควรเลือกตักสลัด (น้ำสลัดน้อยๆ) เป็นจานแรก

8. ไม่ติดมัน ไม่เอาน้ำผัด
ควรเลือกกินเนื้อสัตว์ประเภทต้มหรือนึ่ง ถ้าปิ้งย่างก็ไม่เอาแบบไหม้เกรียม ส่วนพวกเนื้อติดมัน น้ำผัด และชุบแป้งชุบไข่ทอดนี่อยู่ให้ห่างไว้

9. ตักเผื่อล้นโต๊ะ
การมีน้ำใจถือเป็นสิ่งดี แต่การตักเผื่อคนอื่นเวลากินบุฟเฟต์นั้น อาจทำให้มีอาหารล้นโต๊ะ ควรตักอาหารแต่ละชนิดไม่เกิน 1-2 ช้อน และตักทีละจานก็พอแล้ว

10. ผ้าเช็ดปากเตือนสติ
แค่เอาผ้าเช็ดปากมาวางไว้บนตัก เราก็สามารถรู้ตัวทุกครั้งเวลาที่ลุกไปตักอาหาร และจะได้บังคับตัวเองไม่ให้ลุกจนเพลิน

14 เทคนิค “กินบุฟเฟ่ต์” อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ thaihealth
11. สนทนาละความสนใจ
มากินบุฟเฟต์ทั้งทีจะเน้นกินอย่างเดียวก็คงกระไรอยู่ ควรหันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะให้มากขึ้นจะได้ช่วยดึงความสนใจของเราออกจากอาหารและกินอาหารได้น้อยลง

12. น้ำเปล่าดีที่สุด
น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมก็ล้วนเป็นเครื่องดื่มเพิ่มแคลอรีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นหันมาดื่มน้ำเปล่าดีกว่า

13. ตัดทิ้งแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้เรามีภาวะขาดน้ำแล้ว ยังกระตุ้นให้เราดื่มน้ำหรือกินอาหารเพิ่มขึ้นฉะนั้นเมินได้ก็เมินเถอะ

14. โปรดระวังไขมันแอบแฝง
หลีกเลี่ยงไขมันแอบแฝงซึ่งซุกซ่อนอยู่ใน เนย น้ำสลัด (ไม่ว่าจะเป็น น้ำใสหรือน้ำข้น) รวมถึงเกลือแอบแฝงที่อยู่ในบรรดาซอสต่างๆ (ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ) หรือกระทั่งครีมทาร์ทาร์ และน้ำจิ้มเอง ก็ควรจิ้มให้น้อยที่สุด

การกินอาหารที่ดี จะต้องใส่ใจว่าเรากินเข้าไปมากน้อยเพียงใด รู้จักการควบคุม “แคลอรี่” หรือปริมาณ พลังงานของอาหารที่กิน โดยผู้ชายควรได้รับพลังงานประมาณวันละ 2,000 กิโลแคลอรี และผู้หญิง วันละ 1,600 กิโลแคลอรี ปริมาณที่ว่านี้ รวมทั้งอาหารคาวและหวาน อาหาร 1 มื้อควรได้แคลอรี่ประมาณ 400-700 กิโลแคลอรี่ โดยอาหารเย็นเป็นมื้อที่มีแคลอรีต่ำกว่ามื้ออื่นๆ อาหารว่าง ต้องจำกัดให้น้อยกว่า 200 กิโลแคลอรีในแต่ละครั้ง และเมื่อรวมกับ อาหารมื้อหลักทั้งวันแล้วต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด ลด หรืองดอาหารที่ให้พลังงานสูง อาหารรสจัด และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง

เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารบุฟเฟ่ต์ หรืออาหารทั่วไปก็ตามหากกินมากเกินไป ก็สามารถทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ มากมาย ความคุ้มค่าของราคาและปริมาณ อาจเทียบไม่ได้กับค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น กินอย่างพอดี เสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อสุขภาพที่ดีกันนะค่ะ

------------------------------------------
เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th
ข้อมูลและภาพประกอบจาก : หนังสือ“คิดเอง ทำได้ ห่างไกลโรค”เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ หนังสือ “ เดินศาสตร์” โครงการรักเดิน สสส. ร่วมกับ นิตยสารหมอชาวบ้าน

เตือน ! ถ้าไม่อยากตายเร็ว เลือกทำตาม และอย่าทำ สิ่งต่างๆเหล่านี้





แพทย์จีน เน้นให้ ช่วยส่งต่อข้อความที่ได้รับนี้ จะสามารถช่วยชีวิตคนหนึ่งคนได้ 
1.  กินมันเทศ โดยเฉพาะที่มีสีเหลืองหรือสีม่วง สามารถต้านมะเร็ง
2.  น้ำมะนาวร้อน  ดีต่อสุขภาพ และชีวิตยืนยาว น้ำมะนาวร้อน ทำลายล้างเซลล์มะเร็ง ฝานมะนาวบางสัก 2-3 ชิ้นในถ้วย แล้วเติมน้ำร้อน ทำเป็นน้ำด่าง ดื่มเป็นประจำทุกวัน ดีต่อสุขภาพ
-  รสขมในน้ำมะนาวร้อน เป็นสารต้านมะเร็ง ส่วนน้ำมะนาวเย็นนั้น มีเพียงวิตามินซี ไม่สามารถป้องกันมะเร็งได้
-  น้ำมะนาวร้อน ช่วยระงับการเติบโตของก้อนเนื้องอก การทดลองพิสูจน์ว่า น้ำมะนาวร้อนมีผลในการป้องกันมะเร็ง การบำบัดวิธีนี้ ทำลายเซลล์ก้อนเนื้อร้ายโดยไม่มีผลต่อเซลล์ในร่างกาย
- กรดมะนาว และสารโพลีฟีนอล ในน้ำมะนาวช่วยปรับระดับความดันโลหิต เส้นเลือดอุดตัน ปรับการไหลเวียนของกระแสเลือดดีขึ้น ลดการแข็งตัวของเลือด

วิธีปฏิบัติตัว   19 อย่าง  เพื่อหลีกเลี่ยงโรคร้าย ดังนี้

1. งดอาหารมื้อดึก เพราะจะเพิ่มโอกาส เป็นมะเร็งกะเพาะ

2. สัปดาห์หนึ่งไม่ควรกินไข่มากกว่า 4 ฟอง

3. เนื้อสะโพกไก่ กินมาก เป็นเหตุให้เป็นโรคมะเร็ง

4. ไม่ควรกินผลไม้หลังอาหาร ควรกินผลไม้ ก่อนมื้ออาหาร

5. ขณะมีรอบเดือน ไม่ควรดื่มชา ให้กินอาหาร ที่ช่วยบำรุงเลือดแทน
6. น้ำเต้าหู้ไม่ควรใส่ไข่ และไม่เติมน้ำตาล

7. เมื่อท้องว่าง ไม่ควรกินมะเขือเทศ ควรกินหลังอาหาร

8. ดื่มน้ำธรรมดาก่อนมื้อเช้าทุกวัน เพื่อป้องกัน โรคนิ่วในกะเพาะ

9. ก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง งดทานอาหาร

10. งดดื่มชาใส่นม เพราะไขมันในนมข้น และน้ำตาล ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และ โรคความดันโลหิตสูง

11. ไม่ควรกินขนมปัง หรือซาลาเปา ที่เพิ่งนึ่งร้อนๆ จากเตานึ่งหรือเตาปิ้ง

12. การชาร์จโทรมือถือ ควรห่างจากตัว ไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร และไม่ควรอยู่ใกล้ที่นอน ขณะนอนหลับ

13. ดื่มน้ำ 10 แก้วต่อวัน ป้องกันมะเร็งกะเพาะ

14. กลางวัน ดื่มน้ำให้มาก และดื่มให้น้อย ตอนกลางคืน

15. ไม่ควรดื่มกาแฟ มากกว่า 2 แก้วต่อวัน จะทำให้ นอนไม่หลับ และท้องอืด

16. ของมันหรือของทอด กินมากทำให้ เลือดคั่ง ที่กะเพาะลำไส้ เป็นเหตุให้ง่วงซึม อยากนอนบ่อย

17. หลัง17.00 น ต้องรับประทานอาหารให้น้อยลง
18. 10 สิ่งที่ควรทานกิน: ปลาทะเลน้ำลึก กล้วย เกรฟฟุต ขนมปังโฮลวิต ผักโขม กระเทียม ฟักทอง นมพร่องมันเนย เนื้อไก่ ลูกพีช
19. นอนน้อยกว่า 8 ช.ม.ต่อวัน ทำให้สมองเสื่อม การงีบตอนพักเที่ยง ทำให้แก่ช้า


-----------------------------------------
.ขอบคุณข้อมูลจาก ปู บุษยา
ที่มาจาก http://www.bloggang.com
หากชอบ และถูกใจ กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^