25 กันยายน 2559

เคล็ดลับในการคิดบวก แรงดึงดูดความรักและการใช้ชีวิต




กฎแรงดึงดูด  กับความรักและการใช้ชีวิต

1.    สิ่งใดก็ตามที่คุณคิดถึงอยู่เสมอและมีความเชื่อมั่น จะถูกดึงดูดเข้าหาคุณเสมอ ฉะนั้นควรนึกถึงและเชื่อมั่นในแง่บวก อย่าวิตกกังวลหรือนึกถึงแต่สิ่งเลวร้าย หรือความล้มเหลว ถ้ากำลังนึกถึงเรื่องไม่ดีให้ตั้งสติ ปล่อยวาง อย่าวิตกกังวล กำหนดจิตเราให้ได้ เพราะคนที่วิตกกังวลจะตัดสินใจอะไรไม่ถูก และมันจะเคว้งคว้างหลงทางไปหมด ให้คิดว่าเราปรารถนามันมาก เราคาดหวัง และมองเห็นภาพตัวเองไขว่คว้าความสำเร็จนั้น ให้นึกภาพว่า เราได้มันมาแล้วและเรากำลังมีความสุขกับมันอยู่ จินตนาการหรือความคิดใดๆ ที่จะทำให้เรามีความสุขมโนให้หลุดโลกไปเลยก็ได้ค่ะ ยังไงมันก็อยู่ในหัวในความคิดของเราเนี่ยแหละ ไม่มีใครว่าบ้าหรอก กำหนดจิต กำหนดความคิดตัวเองให้ได้ เหมือนที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกว่าวไว้ว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ (Imagination is more important than knowledge) จงเชื่อมั่นว่าอย่างน้อยเรา  ก็มีความฝันเล็กๆ ในหัว และวันหนึ่งมันจะเกิดขึ้น มันจะสำเร็จ ให้คิดแบบนี้เรื่อยๆ อย่าไปท้อ อย่าคิดในเชิงลบที่ตรงกันข้าม ให้คิดแบบนี้ทุกวันเหมือนเป็นการกระตุ้นจิตใต้สำนึก หรือสะกดจิตตัวเองให้เรามีแรงบันดาลใจที่จะทำในสิ่งที่เราฝันและให้ได้มาซึ่งความสุข

2.   เกลียดอะไรได้สิ่งนั้น ให้เลิกเกลียดและเปลี่ยนซะ จิตใต้สำนึกเป็นพลังอำนาจทางจิตวิญญาณของมนุษย์ การที่เราเกลียดคนประเภทไหนก็มักจะดึงดูดเหนี่ยวรั้งคนแบบนั้นเข้ามาในชีวิต เพราะจิตใจเรามัวแต่วนเวียนจดจ่ออยู่บนความเกลียดชังนั้น (เกลียดคนแบบไหนก็ได้คนแบบนั้น จขกท.เคยเกลียดคนหล่อมาก จริงๆค่ะ แล้วยิ่งเกลียดยิ่งเจอ) เพราะฉะนั้นให้เราปล่อยวาง เลิกเกลียด (ความเกลียดเป็นราคะที่แรงกล้าและน่ากลัวมาก ทิ้งมันไปซะ) และเปลี่ยนมานึกถึงเสมอว่า เราชอบคนแบบไหน หลงไหลคนแบบไหนแทน (ความรักมีพลังงานแรงกล้ามหาศาลไม่แพ้ความเกลียดค่ะ อยู่ที่เราว่าจะเลือกแบกอะไรไว้)

3.   ตั้งใจฟังเสียงจากข้างใน เมื่อจิตและความคิดของคุณมีแต่เรื่องที่ดี พลังงานบวกมากกว่าพลังงานลบ สมองคุณจะปลอดโปร่งและหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ให้คุณเริ่มตั้งใจฟังเสียงจากภายในแล้วลงมือทำตามสัญชาติญาณ (ต้องบวกนะ)  เสียงนั้นอาจนำคุณไปยังที่ๆ หนึ่งเพื่อที่คุณจะได้พบกับสิ่งๆ หนึ่งที่คุณอาจกำลังค้นหา หรือคนๆ หนึ่งตามที่ใจคุณปรารถนาก็ได้

เคล็ดลับในการคิดบวก

   ให้รู้ซึ้งและขอบคุณทุกอย่างรอบตัวคุณแม้แต่เรื่องเล็กๆ   เราคิดอะไร รู้ค่าสิ่งไหน ก็จะได้สิ่งนั้น การรู้สึกสำนึกรู้คุณสามารถนำพาความคิดจิตใจทั้งหมดของคุณไปใกล้ชิดกลมกลืนกับพลังสร้างสรรค์ของจักรวาลยิ่งขึ้น…ทันทีที่คุณรู้สึกกับสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วต่างไปจากเดิมคุณก็จะเริ่มดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้าหาตัวเองมากขึ้น สิ่งดี ๆ อีกมากมายที่คุณต้องรู้สึกขอบคุณ จงขอบคุณสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วและพอใจแล้ว เช่น ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เสื้อผ้าที่สวมใส่ เพื่อนที่ทำงาน อาหารที่ทาน มือถือ …ฯลฯ 

        แต่หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่คุณไม่ต้องการก็ไม่ต้องนึกถึงมัน เช่น ฉันไม่มีบ้าน ฉันไม่มีรถ ฯลฯ เอาแค่สิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว  บางสิ่งอาจเป็นแค่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันเช่น อาหารที่ทานประจำทุก ๆ เช้า แต่ลองคิดดูถ้าเกิดว่าวันหนึ่งเราไม่มีอาหารทานมันจะเลวร้ายซักแค่ไหน …ฉะนั้นจงเริ่มมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวคุณด้วยมุมมองที่พิเศษ แล้วเริ่ม ขอบคุณ… ขอบคุณ… ขอบคุณเช้าวันใหม่ ขอบคุณเตียงนอน ขอบคุณห้องน้ำ ขอบคุณฝักบัว ขอบคุณกระจก ขอบคุณเสื้อผ้า ขอบคุณอาหารเช้า ฯลฯ

กฎแห่งการดึงดูด เพื่อดึงดูดคนรัก 

จาก “Secrets of Attraction: The Universal Laws of Love, Sex and Romance” โดย Sandra Anne Taylor ตัวผู้เขียนนั้นเป็นที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาส่วนตัวมากว่า 25 ปีแล้ว เป็นนักบรรยายเกี่ยวกับกฎของการบันดาลให้เกิดขึ้น, กลไกทางพลังงานของการสำนึกรู้ และการเยียวยาทางจิตวิทยา-วิญญาณ ในหนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของพลังงานจักรวาล (Universal energy) และได้พยายามศึกษาว่าปรากฏการณ์เชิงพลังงานของโลกตามควอนตัมฟิสิกส์ (Quantum physics) มีอิทธิพลต่อสัมพันธภาพของมนุษย์ (human relationship) อย่างไร ซึ่งสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ อาจกล่าวได้ว่า

กฎแห่งจักรวาล     ในการดึงดูดความรักแบบที่เราต้องการเข้ามาในชีวิต มีพื้นฐานมาจากการมองเห็นค่าในตัวเองอย่างแท้จริง เป็นการนับถือตัวเราและชีวิตของเราเอง เมื่อหัวใจของเราเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างแท้จริง ก็จะเกิดความรักที่ไม่เห็นแก่ตัว ความเห็นอกเห็นใจ ความอ่อนโยนต่อผู้อื่น จากนั้นจักรวาลก็พร้อมที่จะส่งความรักในแบบเดียวกันกลับมาให้เรา ยิ่งเราสามารถปลดปล่อยตัวเราให้เป็นอิสระได้มากเท่าไร เราก็จะยิ่งรับรู้ถึงความรักมากมายที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้นเท่านั้น

           ถ้าคุณต้องการดึงดูดความสัมพันธ์ในรูปบบใดก็ตาม ต้องแน่ใจว่าทั้งความคิด คำพูด การกระทำ และสภาพแวดล้อมของคุณไม่เป็นปฏิปักษ์ขัดแย้งกับความปรารถนาของคุณ หน้าที่ของคุณก็คือรับผิดชอบตัวคุณเอง ถ้าคุณไม่เติมตัวเองให้เต็มก่อน คุณก็ไม่มีอะไรที่จะให้คนอื่น เวลาที่คุณรู้สึกแย่กับตัวเอง คุณกำลังปิดกั้นความรักและกำลังดึงดูดผู้คนหรือสถานการณ์ที่จะทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองเข้ามาเรื่อย ๆ ปรับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นด้วยการมุ่งมองแต่ข้อดีของอีกฝ่าย ไม่ใช่ข้อเสีย เมื่อคุณมุ่งคิดถึงแต่ข้อดีเหล่านั้น คุณก็จะได้พบข้อดีเพิ่มขึ้น



ที่มา :  ชีวิตดีดี 

-------------------------------------------------------------------------

หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

22 กันยายน 2559

ความสุข คือ อะไร ??



ความสุข คือ อะไร  ??  ( Thai version )

มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้แนะนำ เคลับลับสร้างนิสัยแห่งความสุข  20 ประการ เอาไว้  ..

1.   Be Grateful  .....สำนึกบุญคุณ

2.   Choose Your Friends Wisely .....เลือกเพื่อนอย่างชาญฉลาด

3.   Cultivate  Compassion ....ฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ

4.   Keep Learning .....หมั่นเรียนรู้

5.   Become a Problem Solver .....หัดเป็นนักแก้ปัญหา

6.   Do What You Love .....ทำในสิ่งที่รัก

7.   Live in the Present .....อยู่กับปัจจุบัน

8.   Laugh often .....หัวเราะบ่อยๆ

9.   Practice Forgiveness .....ฝึกการให้อภัย

10.   Say Thanks often  .....กล่าวขอบคุณเสมอ

11.   Create Deeper Connections .....สร้างความสัมพันธ์ลึกล้ำ

12.   Keep Your Agreement  .....รักษาคำพูด

13.   Meditate  .....ทำสมาธิ

14.   Focus on What You're Doing  .....ตั้งมั่นในสิ่งที่ทำ

15.   Be Optimistic  .....มองโลกในแง่ดี

16.   Love Unconditionally .....รักอย่างไม่มีเงื่อนไข

17.   Don't Give up  .....อย่ายอมแพ้

18.   Do Your Best and then Let G .....ทำดีที่สุดแล้วอย่ายึดติด

19.   Take Care of Yourself  .....ดูแลตัวเอง

20.   Give Back  .....ตอบแทนสังคม



-----------------------------------------------
ที่มา : http://bwmonastery.org.sg/en/articles/art-of-living/20-habits-that-will-make-you-happy/


หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

21 กันยายน 2559

เคล็ดลับของผู้ใหญ่วัยเกษียณ เตือนอะไรไว้ ในวันนี้


    ผู้ใหญ่วัยเกษียณ ที่อายุ 50+ขึ้นไปแล้ว ท่านเตือนให้ฟัง พออายุขึ้นเลข 5 แล้วต้องเปลี่ยนความคิดหลายๆอย่าง  วางแนวทางเอาไว้ ทุกคนต้อง ถึง 50ปี แน่นอน  ......

1.  เลิกแคร์ว่า คนอื่นในสังคมจะคิดถึงคุณอย่างไร
          หน้ากากและหัวโขนจะอยู่กับคุณอีกไม่ถึงสิบปี หัดที่จะปล่อยวาง และลดตัวตนของคุณลงบ้าง กลับไปหาเพื่อนที่ดีและจริงใจกับคุณจริงๆ ออกห่างจากคนที่ไม่จริงใจกับคุณ หรือคนที่มาเพียงเพื่อจะเอาประโยชน์จากตัวคุณ หรือเอาเปรียบคุณ

2.  ลดการทำงานหนักได้แล้ว 
         ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนภาคเอกชน อายุ 50 ถ้ายังไม่ขึ้นเป็นระดับผู้บริหาร แสดงว่า คุณคงไม่อยู่สายตาเจ้านายเท่าไร อย่าเสียพลังชีวิตไปกับการทำงานหนักเลย ใช้เวลาดูแลสุขภาพตัวเองให้มากขึ้นจะดีกว่า ถ้าคุณขึ้นเป็นระดับผู้บริหารที่ต้องทำงานหนักเพื่อบริษัท ก็จัดสรรเวลาให้กับครอบครัว และสุขภาพตัวคุณเองบ้าง
ถ้าคุณเป็นข้าราชการ คุณมีความมั่นคงและมีเวลาว่างพอสมควรแล้ว ใช้เวลาดูแลสุขภาพและเตรียมงานอดิเรกหลังเกษียณได้เลย เช่นกัน ถ้าคุณทำงานอิสระ freelance คุณสามารถทดลองเกษียณล่วงหน้าได้เลย ถ้าคุณมีเงินพอตามข้อ 1 แล้ว ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณคงต้องเริ่มหาผู้ช่วยมือขวาที่ไว้ใจได้ มาช่วยคุณบริหารงานได้ โดยคุณสามารถออกมาดูแลห่างๆได้ แต่อย่าหวังว่า ลูกของคุณจะรับภาระนี้ ปล่อยให้เขาเลือกทางเดินชีวิตเองเถิด

3.  หยุดการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย
         ถ้าคุณเริ่มคิดเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะสายไปแล้วนะ อายุเกิน 50 เท่าไร คุณควรมีเงินสะสมที่ใช้หลังเกษียณต่อปี บวกไปอีก 10 ปี เช่น อายุ 51 ควรมีเงินสะสม 10+1=11 ปี อายุ 52 ควรมีสะสม 12 ปี อายุ 60 ควรมีเงินสะสม 20 ปี นั่นเป็นตัวเลขโดยประมาณว่า คุณจะตายที่อายุ 80 ปี

4.  หยุดลังเล
         เกี่ยวกับการทำงานและการหางานใหม่ เมื่ออายุย่างเข้าวัย 50 คุณควรจะมีงานที่มั่นคง และเป็นงานที่คุณรักจริงๆ ได้แล้ว เพราะถ้างานนั่นไม่ใช่ตัวตนของคุณ มันก็คงจะสายเกินไปที่จะไปเริ่มใหม่ จงอดทนทำต่อไป เพราะคุณคุ้นชินกับมันแล้ว ถ้าจะหางานใหม่น่าจะเป็นงานที่คุณอยากทำหลังเกษียณมากกว่า

5.  หยุดทำร้ายร่างกายของคุณ 
             เช่น การเมาค้าง, สูบบุหรี่, อดนอน, อาหารขยะ, กินโดยไม่ประมาณ, ขับรถเร็ว และหันกลับมาดูแลร่างกายด้วยการออกกำลังกาย หลายๆ คนคงจะผลัดวันและเลี่ยงการออกกำลังกายมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาวแล้ว แต่เมื่ออายุเลขขึ้นห้า หมายความว่า ร่างกายคุณกำลังจะร่วงโรยแล้ว ดังนั้นควรหันมาใส่ใจกับการออกกำลังกายจริงๆ เสียที

6.  เลิกกังวล
             ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ถุงใต้ตา, ตีนกา, เหนียงที่คอ หรือรอยย่นทั้งหลาย ริ้วรอยเหล่านี้เป็นตัวบอกถึงประสบการณ์ที่คุณผ่านร้อนผ่านหนาวมา คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงความแก่ได้ จงภูมิใจกับมัน ยอมรับมัน และจงแก่อย่างสง่างาม

7.  หยุดการเล่นอินเทอร์เน็ตที่มากเกินไป 
            คุณควรเริ่มทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันและมีคุณค่าดีกว่าเสียเวลากับ Social Network (ยกเว้นว่าคุณใช้ในการติดต่อเพื่อนฝูงเก่าๆ หรือหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์) การเล่น FB เล่น Line เล่นได้ แต่ต้องมีการจำกัดเวลา เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คุณเสียเวลาและได้ประโยชน์น้อย

8.  กลับมาดูแลคู่ชีวิตและลูกของคุณให้มากขึ้น
            เขาเหล่านั้นเป็นคนที่หวังดีกับคุณเต็มร้อยโดยไม่มีเงื่อนไข สำหรับชายโสด ไม่ง่ายที่จะหาคู่ชีวิตที่รักตัวคุณมากกว่ากระเป๋าสตางค์ของคุณ หาหมามาเลี้ยงยังง่ายกว่า สำหรับหญิงโสด คุณคงเคยชินกับชีวิตโสดแล้ว และรู้ว่าอยู่คนเดียวสบายที่สุดแล้ว

9.  หยุดนึกถึงความล้มเหลวในอดีตที่ผ่านมา 
           เพราะการคิดถึงแต่เรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมา จะทำให้ความสุขที่คุณควรจะได้รับในปัจจุบันหายไป คิดเสมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของคุณ แต่ลงมือทำเสมือนว่าคุณยังมีอายุยืนยาวได้ถึงแปดสิบ

10.  หยุดปิดกั้นจิตใจตัวเอง
     ที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณอาจจะพลาดอะไรหลายๆไปเพราะการปิดใจตัวเองไว้ เพียงแค่ลองเปิดใจและเรียนรู้ คุณจะพบว่าโลกมันกว้างกว่าที่คุณคิด อายุเลขห้าไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ คบกับเด็กรุ่นใหม่บ้าง จะได้เข้าใจสังคมปัจจุบันมากขึ้น และลดปัญหาช่องว่างระหว่างวัย


----------------------------------------------------
ที่มา: ติดปีกชีวิต พิชิตความสำเร็จ
หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

สูตรเด็ด : บิงซูไอศกรีมแตงโม ทำทานเองได้ ง่ายๆๆ



      บิงซูไอศกรีมแตงโม วันหยุดนี้มีเมนูไว้ทานดับร้อนกันหรือยังเอ่ย...ถ้ายังไม่มีลองมาทำเมนูบิงซูที่กำลังฮิตกันดีกว่าค่ะ! แต่บิงซูสูตรนี้ขอบอกเลยว่าไม่ธรรมดาแน่นอน แถมยังทำง่ายมากๆ อีกด้วย รับรองว่าหวานฉ่ำ สดชื่น และดับร้อนได้ดีสุดๆ จะเป็นยังไงนั้นตามไปดูกันเลย!! 


สูตร บิงซูไอศกรีมแตงโม

สำหรับ 1 ลูก
เวลา 5 นาที


วัตถุดิบ บิงซูไอศกรีมแตงโม
 
1. ไอศกรีมวอลล์เทคโฮม คลาสสิก รสช็อกโกแลตชิป (หรือรสอื่นๆที่ชื่นชอบ)
2. แตงโมหั่นครึ่ง 1 ลูก
3. เจลลี่
4. ใบสะระแหน่
5. นมข้นหวาน


วิธีทำ บิงซูไอศกรีมแตงโม
 
1. นำแตงโมมาคว้านเนื้อออกให้หมดจนเหลือแต่เปลือก เปลือกของแตงโมจะมีลักษณะเหมือนกับถ้วย 
2. รองก้นถ้วยแตงโมด้วยเนื้อแตงโมสักเล็กน้อยประมาณ 1/3 ของถ้วย
3. จากนั้นนำไอศกรีมวอลล์เทคโฮม คลาสสิก รสช็อกโกแลตชิป ตักใส่ลงในถ้วยแตงโม 5-6 ลูก 
4. นำเนื้อแตงโมที่เราคว้านเอาไว้มาวางเรียงรอบๆไอศกรีม 
5. ตักไอศกรีมวออล์ ลงไปอีก 1 ลูก ด้านบนสุด
6. เอาเจลลี่มาตกแต่งรอบๆ ตามชอบ และตกแต่งด้วยใบสะระแหน่ด้านบนสุด
7. เวลาทานให้ราดนมข้นหวาน เพื่อเพิ่มความอร่อยค่ะ 



มาชมวีดีโอ ประกอบการทำได้เลยคะ


ที่มา : http://www.foodtravel.tv/



หากชอบ และถูกใจ  ก็กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

เคล็ดลับ วิธีดูแลคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัย ไม่ถูกขโมยข้อมูล


            ทุกท่านที่กำลังเรียนอยู่ หรือกำลังทำงาน คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้งานเป็นประจำในยามเรียน ตอนทำงาน และช่วงที่พักผ่อน แต่คนส่วนใหญ่กลับมองข้าม วิธีการดูแลคอม ในเรื่องเช็คอาการผิดปกติต่างๆ        ซึ่งจะนำพาสู่ปัญหาที่คุณเคยเจอบนคอมพิวเตอร์ เช่น
how-to-protect-data-computer-secure-00
        มีอาการติดไวรัส โปรแกรมไม่เสถียรมีอาการค้างทำงานช้า และปัญหาใหญ่สุดคือข้อมูลสำคัญของคุณรั่วไหล ซึ่งเชื่อว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่อยากให้เกิดปัญหา 3 อย่างนี้
        ดังนั้นมาดูวิธีดูแลคอมให้ปลอดภัยกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ข้อมูลสำคัญไม่รั่วไหล ไม่มีอาการติดไวรัสแล้ว ยังสามารถยืดอายุการใช้งานคอมได้ยาวนาน และใช้งานคอมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย

สิ่งที่ควรทำทุกวัน


  • ใช้รหัสผ่านหรือ PIN ในการ Login เข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกครั้งและหมั่นเปลี่ยนรหัสทุกเดือน
  • จะโหลดไฟล์ หรือก่อนใช้งานโปรแกรม ควรสแกนไวรัส ก่อนใช้งาน
  • หลังจากท่องเว็บไซต์เสร็จ ให้ลบคำค้นหาและลบ History บนเว็บเบราว์เซอร์ด้วย
  • เมื่อใช้งานอีเมล หรือ Social Network เสร็จแล้ว อย่าลืม Logout ทุกครั้ง ป้องกันคนอื่นแอบสวมรอย


สิ่งที่ควรทำเป็นประจำ

  • อัปเดตซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้คอมของคุณมีความปลอดภัยมากขึ้นและมีฟีเจอร์ใหม่มากขึ้น
  • ลบโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ไม่ใช้งาน เพื่อช่วยให้คอมมีพื้นที่ว่างบน Harddisk มากขึ้นแล้ว ยังทำให้คอมสามารถทำงานเร็วขึ้นด้วย
  • สำรองข้อมูลไว้บนอุปกรณ์ที่มีความปลอดภัย
  • ตั้งค่าบัญชีบนโซเชียล โดยจำกัดสิทธิการเข้าถึง เพื่อความปลอดภัย โดยไฟล์บางไฟล์ตั้งไว้เฉพาะเพื่อนร่วมงานเท่านั้นเป็นต้น ไม่ควรแชร์ไฟล์แบบสาธารณะ
   
      หากทำตามทั้งหมดนี้ คอมพิวเตอร์ของคุณจะปลอดภัยจากปัญหาต่างๆ ข้อมูลสำคัญไม่รั่วไหล และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

how-to-protect-data-computer-secure-01

ข้อมูลจาก :  facebook ThaiCERT
----------------------------------------------------------
หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

เคล็ดลับขายแซนวิชยังไงให้รวย!! แจกสูตร บอกหมดไม่มีกั๊ก!

1

บอกหมดไม่มีกั๊ก! แจกสูตรแซนด์วิช สำหรับทำขาย พร้อมภาพวิธีการทำ + ราคาวัตถุดิบอุปกรณ์
     วันนี้เรามีสูตร+วิธีทำ “แซนด์วิชสารพัดไส้” มาฝากกันค่ะ สูตรนี้ได้มาจากคุณ พิม เจ้าของแบรนด์ Pimorich (ภิโมริช) มาบอกหมดไม่มีกั๊ก รายละเอียดราคาของวัตถุดิบพร้อมอุปกรณ์ เหมาะสำหรับเอาไว้ทำขาย ใครที่กำลังมองหาอาชีพเสริมแบบง่ายๆ ตามมาจดกันได้เลยค่ะ
2
มาเริ่มกันเลยจ้า วันนี้จะแสดงวิธีทำแบบละเอียด 2 ไส้นะคะ
1.แซนด์วิชทูน่าสลัด
2.แซนด์วิชหมูหยองพริกเผา
3
อันดับแรกเราต้องเตรียมไส้ทูน่าก่อนค่ะ หลักๆเลย (วัตถุดิบต่างๆจะบอกรายละเอียด+ราคา หลังวิธีทำจ้า)
ภาชนะที่ใช้ผสม แนะนำให้เป็นแบบที่เข้าไมโครเวฟได้นะคะ หากผสมเสร็จแล้วเวลาแช่ตู้เย็น เตรียมนำมาใช้อีกรอบจะต้องอุ่นเวฟค่ะ ปริมาณสามารถปรับเพิ่มลดได้ตามความเหมาะสม
4
มาดูส่วนของผักต่อค่ะ วันนี้ใช้ผักที่มีในบ้าน ปกติทำขายใช้ผักกาดหอม และมะเขือเทศ ควักไส้ออกก่อนนะคะ แล้วหั่นยาว
5
ในส่วนของขนมปังวันนี้เลือกใช้ของฟาร์มเฮ้าส์แบบโฮลวีต (ปกติจะไม่ตัดขอบหากเป็นโฮลวีตเพราะค่อนข้างเนื้อนิ่ม) แต่จะทดลองตัดให้ดู1ด้านค่ะ
อุปกรณ์ที่จำเป็นคือ มีดหั่นขนมปังโดยเฉพาะค่ะ เขียงที่ใช้ต้องแห้งนะคะ และลองสังเกตดูว่า รอยหน้าตัดในการใช้มีดหั่นขนมปัง เนื้อขนมปังจะไม่เละ ทำให้หน้าแซนด์วิชเวลาโชว์ยังคงสวยงามจ้า
6
เตรียมของครบแล้วมารวมร่างค่ะ
7
เสร็จแล้วค่า เวลาหั่นออกมาเห็นมั้ยคะ ไส้จะดูน่าทาน ไม่เละ หากนำใส่กล่องให้จับหัว และท้ายค่อยๆใส่ค่ะ เราสามารถจัดหน้าตาให้ดีได้ ลองวางแผนดูค่ะ
8
ไส้ที่ 2 จ้า “หมูหยองพริกเผา” ง่ายๆ ไม่ต้องเตรียมไส้ให้ยุ่งยาก
น้ำพริกเผาที่บ้านมียี่ห้อนี้ค่ะ กระปุกเล็กๆสำหรับทำทาน เห็นมั้ยคะว่าแทบจะไม่มีน้ำมันพริกเผาเลย เราเอามาทาขนมปังจะไม่เน้นพริกมากนะคะ เนื่องจากจะทำให้เผ็ดไปไม่เหมาะสำหรับอาหารเบาๆ “น้ำมันพริกเผาแบบเติม” จึงจำเป็นต้องมีส่วนร่วม อันนี้ใช้เท่าที่มีก่อนนะคะ ทาเฉียงๆไว้
9
พริกเผาต้องทาทั้งบนและล่างเลยนะคะ เพื่อให้เวลาตัดออกมาดูสวยทั้ง 2 ด้าน หมูหยองใส่พอประมาณพอน้า ใส่เยอะเค็มจ้า
10
เสร็จแล้วว ค่อยๆตัดเหมือนเดิม เครื่องเต็ม แน่นๆ ทำกินง่ายมาก ยิ่งมีอุปกรณ์เตรียมไว้ ยิ่งสะดวกจ้า
11
ต่อมาเป็น ราคาพร้อมวัตถุดิบอุปกรณ์ที่ใช้ค่ะ (อ้างอิง ณ วันที่ 14/01/2559 จากแมคโคร)
1. มายองเนส 1000 กรัม ราคา 65 -75 บาท ไม่ชัวร์ค่ะนานแล้ว (ซื้อที่ตลาดนานาเจริญ จ.ปทุมธานีค่ะ) เคยให้ญาติต่างจังหวัดหาซื้อแต่ไม่มี  น่าจะขึ้นอยู่กับแต่ละที่ แนะนำให้หายี่ห้ออื่นได้ค่ะ ที่เราสามารถหาซื้อสะดวก ลองชิมดูให้กลมกล่อมนิดๆ
12
แบรนด์ที่หาซื้อได้ทั่วไปค่ะ ราคาจะถูกกว่า อร่อยเหมือนกันค่ะ ของ Best Foods ราคา 54 บาทเท่านั้นเองจ้า
13
2.ทูน่า ใช้ได้ทั้งน้ำเกลือ และน้ำมันค่ะ อันนี้ราคาถูกสุด เหมาะสำหรับทำขาย มี 2 ขนาดด้วยกัน
14
3.น้ำพริกเผา อร่อยทั้งสาม ยี่ห้อค่ะ (เรียงตามราคาให้)ส่วนน้ำมันพริกเผาซื้อแบบถุงเติมมาหากระปุกใส่เอาเอง ใช้ได้นานมากก
15
แต่วันนี้เดินๆเพิ่งจะเห็นว่ามีแบบสำหรับทาแซนด์วิชด้วย แต่ไม่เคยลอง ยังไงใครต้องการความสะดวกลองใช้ดูได้น้า
16
4.หมูหยอง หวานมัน ทานอร่อย ไม่แพงมากค่ะ ใช้ได้นาน แนะนำให้แบ่งใส่กระปุกเล็กๆจะได้กรอบจ้า
17
5.แฮม ราคาค่อนข้างสูง อันนี้เหมาะทั้งทำทานและขายเลยค่ะ 1 แผ่นใช้ได้ 3 คู่  (ถ้าทำทานเอง คู่ละ 1 แผ่นก็ได้จ้า)
18
6.ปูอัด ซื้อแบบแพคแบบนี้จะถูกหน่อยค่ะ มีทั้งแบบแช่แข็งและไม่แช่ ราคาประมาณนี้
19
7. ชีส ของโปรดใครหลายๆคน เหมาะสำหรับทำทานเองมากกว่าขาย เพราะราคาค่อนข้างสูง (หรือบ้าขายตามเราก็ได้ อิอิ)
20
8. ไข่ไก่ ใช้เบอร์เล็กที่สุด ตอนขายคือซื้อเป็นแผงมาเก็บไว้เลย หารออกมาค่อนข้างถูก
21

9.เมื่อมีไข่ ก็ต้องมีที่ทอดไข่ ตอนซื้อเอาอันที่ เล็กๆหน่อยนะคะ ไม่งั้นใหญ่เกินขนมปังค่ะ
อันนี้ 42 บาทเท่านั้น หรือจะหาซื้อตามไดโซะ 60 บาทก็ได้จ้า
22
10. ออริกาโน่ ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปเลยจ้า 33.50 บาทเท่านั้น ซื้อขนาดเล็กพอ เราแค่เอามาเพิ่มกลิ่นให้หอม


23

11. ไส้สตรอเบอร์รี่ ขวัญใจเด็กๆ ถ้าทำขายแนะนำให้ขายถูกกว่าไส้อื่นค่ะ เพราะกำไรเหลือล้น
ราคา 32-35 บาทเท่านั้นค่ะ
24
ถ้าอยากเพิ่มเนื้อสัมผัสซื้อเป็นแบบนี้ดีกว่าค่ะ
25
12.ผักถ้าซื้อตามร้านส่งจะถูกหน่อย ถ้าขายน้อยๆไม่เยอะ ซื้อที่ตลาดพอเลือกสวยๆ แช่เย็นไว้

26

13.ขนมปัง ซื้อง่ายสุดก็คงเป็นฟาร์มเฮ้าส์ แถมยังนุ่ม เนื้อไม่แข็งด้วยค่ะ เป็นราคาแพคเล็กแพคใหญ่นะคะ ต่างกัน 1 บาทเท่านั้น แนะนำซื้อแพ็คใหญ่ดีกว่า ครบคู่จ้า (9 คู่)
– แบบธรรมดา คู่ละ 3.60 บาท
– แบบโฮลวีต คู่ละ 4.11 บาท
27
14.มีดหั่นขนมปัง อันนี้ไม่แน่ใจมีทุกห้างมั้ย หากมีราคาประมาณนี้ค่ะ

28

15.กล่องใส่แซนด์วิช คือวันนี้ไปดูตกใจและดีใจ คือราคาเบามาก ! 145 บาท (100ใบ) ตกใบละ 1.45 เท่านั้นค่ะ (เมื่อก่อนซื้อแพงกว่านี้)
บอกหมดแล้ว ทุ่มเทสุดความสามารถเลยจ้า บางสิ่งบางอย่าง ลองไปปรับดูให้เข้ากับตัวเองดูนะคะ อันไหนหาซื้อง่าย หาซื้อยากกว่า บางทีไม่จำเป็นต้องยีห้อเดียวกันก็ได้ค่ะ
รวมๆแล้วถ้าคิดคร่าวๆเผื่อๆจริง ต้นทุนต่อ 1 ชิ้นไม่น่าเกิน 8 บาทค่ะ (ยกเว้นแฮมชีส) ซื้อเป็นลู่ทางที่ดี ขาย 15-20 บาทกำไรกำลังดี ลองหาทำเลการขายหน้าโรงเรียน ฝากร้านกาแฟ  และแนะนำขายช่วงเวลาเร่งด่วนนะคะ ดังนั้นช่วงเช้าดีที่สุดจ้า
“ถ้าเรากินอร่อย ลูกค้าก็ต้องอร่อยเช่นกันค่ะ” ถ้าทำขายอยากให้นึกถึงไว้น้า
ส่วนใครที่ทำทานเองที่บ้าน ไว้กินตอนเช้า หรือไปกินที่ทำงาน เต็มที่เลยจ้า เครื่องเน้นๆ วัตถุดิบเต็มที่ ทำทานอิ่มกว่าซื้อทานแน่นอน


หากชอบและถูกใจ ก็กดแชร์แบ่งปันกันไปน้า ^^   มีเรื่องสอบถามเพิ่มเติมได้เต็มที่ค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : คุณ PiMoRiCh สมาชิก Pantip.com

---------------------------------------------------
หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

20 กันยายน 2559

15 สิ่ง ที่ควรทำ ก่อนวัย 45 ปี (ดีมาก อยากให้อ่าน)

สิ่งที่ควรทำก่อนวัย 45 ปี




ข้อคิดที่ 1  ไม่ต้องเคร่งเครียดเรียนมากเกินไป เอาแค่ดีพอ หางานดีๆทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริงวัดกันที่ผลงานไม่ใช่ที่เกรด

ข้อคิดที่ 2  การทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมากพอๆ  กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน

ข้อคิดที่ 3   เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่าอาชีพนั้นสามารถเลี้ยงดูเราได้หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง

ข้อคิดที่ 4  เมื่อถึงวัยทำงานใครเก็บเงินก่อนรวยเร็วกว่า และสิ่งที่สำคัญที่ต้องจำไว้คือ “ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐสุด”

ข้อคิดที่ 5   อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณไม่รู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้

ข้อคิดที่ 6  คอนเน็กชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้

ข้อคิดที่ 7  ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน เพราะความมั่นคงไม่เคยมี บนโลกใบนี้

ข้อคิดที่ 8  อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว เพราะความสามารถของคนเรามีมากกว่า 1 อย่างเสมอ .

ข้อคิดที่ 9  เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามาจงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลวแต่มันก็คือประสบการณ์ .

ข้อคิดที่ 10  สร้างเนื้อสร้างตัวให้เร็วที่สุดในขณะที่คุณยังมีกำลังยังเป็นหนุ่ม-สาว เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมากไม่ใช่เรื่องสนุก

ข้อคิดที่ 11  ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว เพราะเมื่อมีครอบครัวการเดินทางเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม

ข้อคิดที่ 12  การเลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน

ข้อคิดที่ 13  ลองหาเวลาว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต

ข้อคิดที่ 14  สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่งโปรดถนอมตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่นอย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป

ข้อคิดที่ 15  หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอเร็วที่สุด เพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณในชาตินี้ตลอดไป

ต้องขอบคุณผู้เขียน นาม “ทวี มีเงิน” ที่ได้เขียนข้อคิดเหล่านี้ขึ้นมา อยากให้ผู้อ่านได้พิจารณา นำมาปรับใช้กับตัวเอง อาจไม่ตรงกับเราทุกข้อ แต่ก็ต้องมีประโยชน์บ้างหละ เพราะข้อคิดเหล่านี้ ย่อมมาจากประสบการณ์และความหวังมุ่งหวังที่ดีของ

--------------------------------

หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ  ^^  

เคล็ดลับ 10 วิธีสวดมนต์ ที่ทำแล้วชีวิตจะดี มีสุข (1 แชร์ เท่ากับ 1 ธรรมทาน)


1. ก่อนสวดให้เลือกเวลาและสถานที่ที่จะมีสิ่งรบกวนน้อยที่สุด เช่น ห้องนอนของตัวเองในเวลาก่อนนอน, ห้องนอนของตัวเองในเวลาตื่นนอน ไม่จำเป็นต้องไปถึงวัดก็ได้ “เพราะการทำดี ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเลือก ไม่ต้องรอ”
2. เคลียร์ความคิดและจิตใจให้ปลอดโปร่งที่สุด อะไรที่ทำให้คิดมาก จิตตก รู้สึกแย่ อาฆาตพยาบาท โกรธเคือง โยนทิ้งออกไปก่อนชั่วคราว “การสวดมนต์เพื่อหวังจะลบความรู้สึกแย่ในใจ ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น” เพราะมันจะเหมือนกับเศษตะกอนที่อยู่ในน้ำ ต่อให้เติมน้ำที่กลั่นมาใสสะอาดเท่าไหร่มันก็ยังขุ่นอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่พร้อมจะสวดจริง ๆ อย่าเพิ่งสวด
3. ความยาวของคาถาไม่ได้การันตีว่าชีวิตจะดีขึ้นจริง ๆ เอาแค่เซตคาถาที่พอจูนสมาธิให้กับตัวเองได้สัก 3-5 นาทีเป็นอย่างต่ำ เช่น สวดอะระหังสัมมาฯ+คาถาชินบัญชร, สวดอะระหังสัมมาฯ+อิติปิโสฯ+พาหุงฯ+ชินบัญชร สุดแท้แต่ที่จะเลือกมาสวด คาถาไหนก็ได้ความหมายที่ดีทั้งนั้น
4. ต่อให้คาถานั้นมีความหมายถึงลาภยศสรรเสริญอยู่จริง “อย่าโฟกัสให้จิตจ้องลาภ” เพราะนั่นเท่ากับว่าเราหมกมุ่นยึดติดกับเงินทองมากเกินไป ควรโฟกัสที่การใช้เวลาสวดไปเพื่อการจูนสมาธิและจิต ให้ว่างเปล่า บริสุทธิ์ พร้อมจะคิดอะไรใหม่ ๆ ดี ๆ เพิ่มขึ้นมาได้ (คิดดี ทำดี เป็นรากฐานก็การได้รับสิ่งดี)
5. นั่งในท่าที่สบาย ขัดสมาธิก็ได้ พับเพียบก็ได้ แต่ก็ให้เป็นท่าที่สามารถอยู่นิ่งได้นาน ไม่ปวดทรมาน ไม่เหน็บชา จนต้องขยุกขยิกบ่อย ๆ ให้เสียสมาธิ
6. เคล็ดลับการนั่งสวดมนต์ (ไปจนถึงนั่งสมาธิ) นาน ๆ ก็คือ ควรนั่งให้หลังตรง ไม่ค่อมตัว ไม่แอ่นตัว เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่งพร้อมรับลมหายใจที่ไหลเวียนได้สะดวก (ออกซิเจนมีผลต่อระบบร่างกายเรา หากไม่ได้รับในปริมาณที่เพียงพอ เพียงแค่เรานั่งผิดองศา เราจะง่วงซึม ปวดเมื่อย รู้สึกมึน)
7. ผลพลอยได้จากการนั่งหลังตรง ไม่เพียงแต่สมาธิที่ดี แต่ยังได้บุคลิกภาพที่สง่างามด้วย
8. ในขณะที่สวดมนต์จะเปล่งออกเสียง หรือพูดแบบกระซิบก็ได้ “ขอให้ปากได้ขยับตามบทสวดแบบชัดถ้อยชัดคำ” อย่าบ่นงึมงำไม่ได้ศัพท์เหมือนเด็กหัดพูด เพื่อให้รู้ตัวว่ากำลังสวดมนต์อยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันนี้ จิตไม่ได้ล่องลอยไปไหน (ในทางความเชื่อ การสวดให้ชัดถ้อยชัดคำ ก็เพื่อให้พระท่านรับรู้ว่าเราต้องการจะสื่อสารอะไร ท่านจะได้ประทานพรได้ถูก แต่ถ้ามองในทางวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยา เสียงที่เปล่งออกมา ปากที่ขยับ มันคือการฝึกจิตให้จดจ่ออยู่กับปัจจุบันที่สุด)
9. สวดมนต์แล้วอย่าลืมนั่งสมาธิเพื่อภาวนา แผ่เมตตาให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และสิ่งที่มองไม่เห็น ใครหรืออะไรก็ตามที่มีผลต่อชีวิตเรา ทั้งในด้านดีและด้านร้าย ทั้งในด้านที่เป็นมิตรและเป็นศัตรู ขอให้พยายามนึกเรื่อย ๆ … กล่าวขอบคุณ, ขอโทษ และให้อภัยพวกเขาในขณะที่หลับตา (ในทางพุทธศาสนา คือ การนึกถึงเรื่องเวรกรรมบาปบุญ สร้างบุญให้กับตนเองและผู้อื่น แต่ในทางจิตวิทยา คือ การชำระจิตให้สะอาดกว่านี้ ไม่ให้รู้สึกว่าติดค้างอะไร แถมยังได้กำลังใจจากการนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ อีกด้วย)
10. หลังจากสวดมนต์จบแล้ว พยายามตัดนิสัยไม่ให้ตัวเองผิดศีล 5 ถ้าเป็นเวลานอน (สวดมนต์ก่อนนอน) สวดมนต์-นั่งสมาธิแผ่เมตตาเสร็จแล้วก็รีบนอนเลย อย่าประวิงเวลาแม้กระทั่งเช็คเฟส เช็คไลน์แค่นาทีเดียว เพื่อให้นอนฝันดีที่สุดจากจิตที่เพิ่งชำระสะอาดมาหมาด ๆ

   ถ้ายังต้องมีกิจกรรมอื่นหลังจากสวดมนต์-นั่งสมาธิจบแล้ว เช่น จะต้องออกไปทำงาน,  ออกไปข้างนอก หรืออะไรก็ตาม ให้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ผิดศีล 5 เลยภายในกี่ชั่วโมงก็ว่ากันไปตามแต่สะดวก  อาจพัฒนาจากไม่กี่ชั่วโมงเป็นทั้งวันได้ยิ่งดี  (ในทางความเชื่อ ก็เหมือนกับว่าถ้าเราอยากจะได้สิ่งดี อยากให้พระท่านประทานพร เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ท่านเห็นก่อนว่าเราจะทำดีจริง ๆ โดยมีศีล5กำกับ แต่ถ้าในทางจิตวิทยามันก็คือการดัดนิสัยตัวเองให้ได้รับพลังบวกมาก ๆ จากการทำดี คิดดีให้มากนั่นเอง)
เลือกปฏิบัติกันได้แล้วแต่คุณจะสะดวก อาจจะไม่ทุกวัน แต่ขอให้สม่ำเสมอจนเป็นนิสัย … 
สุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ผลตอบแทนที่ดี เราเริ่มได้จากตัวเรา : )

--------------------------------------------
ที่มา : share-si
หากชอบ และถูกใจ  กดแชร์ แบ่งปันกันไป นะคะ  ^^