1 เมษายน 2561

วิธีจัดการ ต้นต่อของความหิวสาเหตุที่ทำให้อ้วน



เกรลิน (Ghrelin hormone) ฮอร์โมน ถูกหลั่งออกมาจากเซลล์กระเพาะอาหาร เพื่อส่งสัญญาณบอกสมองให้สั่งสองมือไปหาอาหารเข้าปาก ก่อนมื้ออาหาร จะเป็นช่วงเวลาที่ระดับของเกรลินขึ้นสูง เมื่อรับประทานอาหารไป ระดับของเกรลินก็จะลดลงประมาณ 3 ชั่วโมง โดยเฉลี่ย วิธีการที่จะจัดการกับความหิว คือ พยายามควบคุมเกรลินให้ไม่สูงเกินไป และไม่ถูกหลั่งออกมาเร็วเกินไป


วิธีควบคุมทำได้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้

1.  เพิ่มโปรตีนดีในมื้ออาหาร พบว่าการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนดีสูง เช่น ไข่ขาว ปลา ถั่ว จะช่วยยับยั้งการหลั่งของเกรลินได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมื้อเช้า
2.  เลี่ยงอาหารไขมันสูง พบว่ามื้ออาหารที่มีไขมันสูง ส่งผลยับยั้งฮอร์โมนหิวหรือเกรลินได้ไม่ดีเท่าอาหารไขมันต่ำ นั่นหมายความว่า ยิ่งรับประทานอาหารมันๆ ก็จะยิ่งหิวง่ายขึ้น!
3.  อย่านอนดึก การนอนไม่ พอส่งผลกระตุ้นการผลิตของเกรลิน ลองสังเกตดูว่าในวันที่คุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะง่วงเพลียแล้ว ยังมักจะหิวเก่งขึ้นด้วย
4.  รับประทานมื้อเล็ก แต่บ่อยขึ้น การแบ่งอาหารเป็นมื้อที่เล็กลง แต่บ่อยขึ้นเป็นทุก 3-4 ชั่วโมง จะช่วยกระตุ้นเปปไทด์ YY3-36 ซึ่งจะไปยับยั้งการหลั่งของเกรลินอีกต่อหนึ่ง
5.  หาทางจัดการกับความเครียด เช่น ออกกำลังกาย นวด นั่งสมาธิ ฟังเพลง ในเวลาที่เรามีความเครียดหรือวิตกกังวล เกรลินจะถูกผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เราหิวง่ายขึ้นในยามเครียด

ที่มา : เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย โดย พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.
และ Lovefitt

เคล็ดลับ วิธีลดไขมันในอาหาร


12 เคล็ดลับ วิธีลดไขมันในอาหาร

1. ควรเลือกใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหาร ไม่ใช่น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม

2. ลดการกินอาหารทอดและแกงกะทิต่างๆ เช่น หมูทอด ไก่ทอด

3. ลดการกินขนมหวานที่ใส่กะทิหรือมะพร้าว แม้จะมีรสหวานน้อยก็ตาม ได้แก่ กล้วยบวชชี ขนมหม้อแกง

4. ลดการกินเป็ด ไส้กรอก หมูสับ หมูแฮม หมูยอ กุนเชียง (อาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป เพราะมีไขมันแฝงมาก)

5. ลดการกินขนมอบ ขนมกรอบๆ ที่มีไขมันแฝงอยู่ เช่น มันฝรั่งทอด ถั่วชุปแป้งทอด โดนัต เค้ก คุกกี้ ขนมปังทาเนยอบกรอบ

6. เลือกกินเนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อล้วนๆแยกเอาไขมันและหนังออกให้หมดหรือเลือกกินเนื้อปลาที่มีไขมันปลาแทน สัปดาห์ละ 2-3 ตัว

7. กินอาหารประเภท ต้ม ต้มยำ แกงส้ม ยำ นึ่ง ย่าง อบ
8. กินผัก กินอาหารที่มาจากผักสด ไม่น้อยกว่าวันละ 2 มื้อ มื้อละ 2 ทัพพี
9. กินผลไม้สด ไม่น้อยกว่าวันละ 2 มื้อ มื้อละ 1 จานเล็ก

10. พยายามทำอาหารกินเอง ให้กินอาหารนอกบ้าน หรืออาหารสำเร็จรูปให้น้อยที่สุด
11. ดื่มนม ให้ดื่มนมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย แทนนมสดธรรมดา หรือดื่มนมถั่วเหลืองไม่หวานจัด สำหรับผู้ที่แพ้นมวัว

12. ลดการใช้น้ำตาลทราย วันละไม่เกิน 6 ช้อนชา (ประมาณ 24 กรัม)


ขอบคุณที่มา  www.thaihealth.or.th

5 ตุลาคม 2560

เทคนิคง่ายๆ เปลี่ยนตัวเองให้เป็น คนน่าดึงดูด


เทคนิคเปลี่ยนตัวเองให้เป็น คนน่าดึงดูด

เมื่อคุณเข้าไปอยู่ในกลุ่มคน คุณจะสังเกตเห็นว่า มีอย่างน้อย 1 คนที่มักจะเป็น คนน่าดึงดูด คนนั้นๆ มักจะได้รับการยอมรับนับถือจากคนในกลุ่ม ดึงดูดความสนใจและความรู้สึกดีๆ มากมายจากคนอื่น…คุณเองก็เป็นคนนั้นได้นะคะ แพทริค คิง โค้ชด้านความสัมพันธ์และนักเขียนระดับ International Bestseller  จากแซนแฟรนซาโก แนะนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ไว้ว่า
ข้อแรก  คุณต้องทำให้คนอื่นรู้สึกดีกับตัวเอง แง่มุมสำคัญของการแผ่พลังบวก คือการทำให้คนอื่นรู้สึกดีกับตัวเอง ซึ่งดีกว่าการแสดงความชื่นชมและการเอ่ยชม เหนือสิ่งอื่นใด การทำให้คนอื่นรู้สึกดีกับตัวเอง คือการทำให้คนอื่นรู้สึกดีกับสิ่งที่ตัวของเขารู้สึก

ถ้าคุณทำให้คนอื่นรู้สึกดี สุดท้ายพวกเขาก็จะโยงคุณกับความรู้สึกดีๆ ดังกล่าว คนส่วนใหญ่จะถูกดึงดูดเข้าหาความเจ็บปวด ฉะนั้น พวกเขาก็จะถูกดึงดูดเข้าหาคุณ คุณทำให้พวกเขารู้สึกดี สบายใจ และอุ่นใจ จึงไม่แปลกที่พวกเขามักจะอยากอยู่ใกล้คุณ
คุณจึงควรเข้าอกเข้าใจคนอื่น ทำให้พวกเขารู้สึกว่า มีคนรับฟังสิ่งที่พวกเขาพูด ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องสุขหรือเรื่องเศร้าก็ตาม เออออไปกับพวกเขา และทำให้รู้ว่า พวกเขามีคนคอยหนุนหลังอยู่
นอกจากนี้ คุณควรหัวเราะกับมุกตลกของพวกเขา อารมณ์ขันเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาก สิ่งที่คุณมองว่าตลกและทำให้คุณหัวเราะอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ส่งผลแบบเดียวกันกับคนอื่น บุคลิกภาพหลายๆ ด้านของคุณจะมีส่วนเกี่ยวโยงกับสิ่งที่คุณมองว่า น่าขำ
การหัวเราะกับมุกตลกของคนบางคน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากทีเดียว มันอาจเป็นการฝืนหรือแกล้งหัวเราะ แต่ข้อความที่มันส่งออกไปมีความสำคัญ มันแสดงให้เห็นว่า คุณรับฟังอีกฝ่าย ให้ความสนใจ และเข้าใจพวกเขา คุณทำให้พวกเขาได้รู้ว่าคุณชื่นชมและชอบพวกเขาด้วยการหัวเราะไปกับพวกเขา
คนเราอยากเป็นที่ยอมรับ คนเราอยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นั้นๆ การทำให้คนบางคนรู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้น คือ การส่งสัญญาณที่มีอิทธิพลต่อจิตใต้สำนึกของพวกเขาที่บอกว่า พวกเขาควรจะใช้เวลาอยู่กับคุณให้มากขึ้น
การหัวเราะกับมุกตลกของคนอื่น คือ การทำให้พวกเขารู้สึกดีกับตัวเอง และรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนตลก หลายๆ คนเชื่อว่าตัวเองเป็นคนตลกหรือคนที่มีอารมณ์ขัน นี่จึงทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกนับถือตัวเอง เพราะคุณช่วยยืนเรื่องอารมณ์ขันของพวกเขา
ขอบคุณ ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “แค่ 1 นาที มีคนชอบตลอดชีวิต” สำนักพิมพ์ Amarin How To
ที่มา :www.goodlifeupdate.com

20 สิงหาคม 2560

คอลลาเจนจากปลา fish collagen


คอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?


ก่อนที่เรามารู้จักไปรู้จักประโยชน์คอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก เรามารู้จักว่าคอลลาเจนกันก่อนว่าทำงานอย่างไรและสำคัญอย่างไรต่อผิวเรา
คอลลาเจน คือ องค์ประกอบหลักของผิวหนังซึ่งเป็นโปรตีนที่มีความสำคัญอย่างมากกับผิวหนังที่ทำให้ผิวเต่งตึง นอกจากนี้คอลลาเจนยังทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ทุกๆ เซลล์ในร่างกายไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ และร่างกายที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ คอลลาเจนจึงมีปริมาณถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย เพราะเป็นโครงสร้างในส่วนที่ยืดหยุ่นของร่างกาย แต่เมื่ออายุมากคอลลาเจนจะเสื่อมประสิทธิภาพลงตามกาลเวลา ดังนั้นควรบริโภคคอลลาเจนเข้าไปทดแทนอย่างเหมาะสม

คอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก มีประโยชน์อย่างไรบ้าง?
  • เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
  • เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวนุ่ม
  • ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งลดการเกิดริ้วรอย
  • ช่วยลดเลือนรอยแผลจากสิว


21 มิถุนายน 2560

คำเตือนสติจากภรรยาของแจ๊ค หม่า ถึงคุณผู้หญิงทั้งหลาย



Cr. proto : https://successstory.com/photos/people/jack-ma


      ฉันกับแจ๊ค หม่าเป็นเพื่อนนักเรียนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หลังจบการศึกษา  เราก็แต่งงานกัน  
แจ๊ค หม่า ไม่ใช่คนรูปหล่อเลย  ออกจะขี้เหร่ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ฉันประทับใจในตัวเขาก็คือ  เขาสามารถทำอะไรได้มากมายในขณะที่ผู้ชายรูปหล่อทั้งหลายไม่สนใจจะทำ

ฉันไม่ได้ตัดสินใจผิด  ธุรกิจอาลีบาบาของเขากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในธุรกิจโลกออนไลน์  

ใครๆก็เรียกเขาว่า  "เจ้าพ่อของการก่อตั้งธุรกิจ"   สร้างความภูมิใจให้แก่ฉันเป็นอย่างมาก

10 ข้อต่อไปนี้  อยากนำมาฝากศรีภรรยาทั้งหลายลองพินิจ วิเคราะห์ดูกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง


1.  หลังแต่งงาน  จะเปลี่ยนสถานะเป็นศรีภรรยาและคุณแม่ของลูก
อย่าเอาแต่ใจตัวเองเหมือนสมัยก่อนแต่งงาน  ดูแลสามีดูแลลูก  ช่วยเป็นแรงหนุนให้สามี

2.  หากรักสามีเรา  ต้องรักพ่อแม่เขาก่อน
        ไม่มีพ่อแม่เขา  ก็ไม่มีสามีให้เรารัก  อย่านำเอาทัศนคติหรือการกระทำของพ่อแม่สามีที่มีต่อเรา  ไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราได้รับจากพ่อแม่บังเกิดเกล้าของเราเป็นอันขาด

3.  ร่วมแรงร่วมใจ
      อย่าถามซอกแซกทุกแง่ทุกมุม  บางสิ่งเป็นนโยบายหรือวิธีการส่วนตัวในการทำงานของเขา  ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้รู้ทุกเรื่อง คอยให้กำลังใจและคอยให้ความช่วยเหลือก็พอ  คอยใส่ใจแต่ไม่ใช่คอยจุ้นจ้าน

4.  สามีที่ถูกคุม  ยอมคุณด้วยปาก  แต่สามีที่ถูกรัก  ยอมคุณด้วยใจ
         รักเขาเข้าไปเถอะ  อย่าคิดแต่จะคุมเขาให้อยู่หมัด  ยิ่งต่อหน้าในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน  ภรรยาที่ดีจะไม่นินทาสามีตนให้คนอื่นฟังเด็ดขาด

5.  อย่าคิดเปลี่ยนแปลงเขา  แต่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เขา
        บุคลิกโดยทั่วไปของผู้ชายมักจะออกรูปขี้เกียจ  และไม่ค่อยรักความสะอาดนัก  งานเล็กงานน้อยในบ้าน  ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดให้เขาทำ  ปล่อยเขาไปใช้ความสามารถในเรื่องทำมาหากินให้เต็มที่ดีกว่า

6. พอสามีกลับบ้าน  ภรรยาก็ควรอยู่บ้าน
      สามีกลับบ้านคงอยากเห็นหน้าภรรยา  อยากได้ยินเสียงภรรยา  จงคุยกันด้วยความเข้าอกเข้าใจกัน  แต่ไม่ใช่ได้ยินแต่เสียงบ่นของภรรยา

7.  อย่าเอาความสงสัยของตนเป็นจุดตัดสิน
         อย่าคิดเองเออเองเด็ดขาด  อย่าเอาความสงสัยมามโนเป็นเรื่องจริง  นี่จะเป็นแรงกระทบที่ไม่ดีต่อสามี  และคุณก็คือภรรยาที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง

8.  อย่าทำตัวเป็นตัวเม่น
       หากทำตัวเป็นตัวเม่นคอยทิ่มตำสามี  ไม่มีสามีที่ไหนอยากอยู่ใกล้คุณหรอก  เหมือนไฟกับฟางหญ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้

9.  อย่าเพียรตัดพ้อต่อว่าสามีตนเอง  และห้ามด่าทอสามีเด็ดขาด
          ยิ่งตัดพ้อต่อว่าสามีมากเท่าไหร่  ก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ตนเองมากขึ้นเท่านั้น  และการด่าทอสามีไม่ว่าถูกหรือผิด  จะมีแรงสะท้อนกลับมาหาคุณแน่นอน

10.  ความรักเปรียบเหมือนเม็ดทราย  จับต้องได้  แต่ผูกมัดไม่ได้
         อย่าคิดแต่จะล้อมจับสามี  ล้อมจับอาจได้ตัวเขา  แต่สู้ได้ใจเขามาครองจะแน่นอนกว่า  สอนลูกต่อหน้าคนอื่นได้  ลับหลังคนค่อยให้คำปรึกษากับสามี ห้ามฉีกหน้าเขาต่อหน้าผู้อื่นเด็ดขาด  ผู้ชายที่ทำมาหากินอยู่ในสังคม  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหน้าตาและศักดิ์ศรีของเขา และผู้ชายทุกคนก็หวงแหนสิ่งเหล่านี้มาก

"ภรรยาที่วางตัวดี  ชีวิตจะเป็นสุขแต่ภรรยาที่มีแต่ความไม่พอใจ  หาความสงบในชีวิตได้ยาก" 

--------------------------------------------------
"ขจรศักดิ์"
แปลและเรียบเรียง
20/6/17
www.facebook.com/Flintlibrary

16 พฤษภาคม 2560

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ ต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในชีวิต โดยการวิ่งมาราธอน


    โดย Andrew Johnson ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์สอนธุรกิจที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่นแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โดยนาย Johnson อธิบายว่าเขาสอนวิชาธุรกิจเบื้องต้นโดยมีสาระสำคัญคือการให้นักเรียนที่เข้าเรียนวิชาทุกคนต้องวิ่งมาราธอน (42 กิโลเมตร) ให้ได้ภายในเวลา 7 ชั่วโมง จึงจะถือว่าสอบผ่าน โดยอธิบายว่าการฝึกฝนจนสามารถวิ่งมาราธอนได้สำเร็จนั้น จะเป็นการสั่งสมความรู้และประสบการณ์ การวางแผน การฝึกฝนตนเอง ให้มีสุขภาพแข็งแรง ความอดทน ความเข้มแข็งและความเพียรพยายามที่จะไปสู่จุดหมายที่ชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจและการดำเนินชีวิตโดยรวม
   นาย Johnson เล่าว่า  เมื่อให้นักเรียนไปสัมภาษณ์นักธุรกิจ และนำเอาความรู้และประสบการณ์ของนักธุรกิจในโลกจริงมาเล่าให้นักเรียนด้วยกันฟัง นักธุรกิจจะบอกกับนักเรียนว่า ความสำเร็จในโลกภายนอกนั้น ไม่ได้มาจาก ความสามารถด้านเทคนิค (technical skills)  เช่น คิดเลขเก่งหรือทำ excel คล่องแคล่ว แต่ความสำเร็จเกิดจาก character หรือ life skills เช่น ความมุ่งมั่น ความขยันหมั่นเพียร ความพร้อมที่จะทุ่มเทและผูกพันกับงานหรืออาจสรุปได้ด้วยคำว่า grit (ความหนักแน่น) ที่ฝรั่งแปลว่า  “perseverance and passion for long-term goals”  ซึ่งนาย Johnson มองว่าการให้นักเรียนทุกคนต้องฝึกฝนตนเองเพื่อให้วิ่งมาราธอนให้ได้ภายใน 7 ชั่วโมง จึงจะสอบผ่านนั้นเป็นการพัฒนานักเรียนให้มี perseverance and passion for long-term goals อย่างแท้จริง ทั้งนี้เขายกตัวอย่างว่าเวลาเราเรียนเกี่ยวกับธุรกิจนั้น เรามักจะอ่านจากตำรา ฟังสัมมนาหรืออ่านจากประสบการณ์ของคนอื่น (case study)  แต่ก็จะเหมือนกับการอ่านหรือดูวีดิโอเกี่ยวกับการขี่จักรยาน 2 ล้อ หมายความว่า  หากนักเรียนไม่ได้ลองขี่จักรยานด้วยตัวเองก็จะไม่สามารถเรียนรู้และขี่จักรยานได้อย่างแท้จริง
    การสอน grit  หมายถึง  การสอนให้นักเรียนต้องกล้าคิดกล้าทำและต้องแก้ปัญหาร้อยแปดที่จะต้องพบเจอ รวมทั้งเสียงคัดค้านและความเห็นแย้งของคนรอบข้าง ซึ่งการฝึกฝนเพื่อวิ่งมาราธอนนั้นทำให้ต้องเผชิญกับอุปสรรคดังกล่าวทั้งหมดและต้องสามารถฟันฝ่าอุปสรรคดังกล่าวให้ได้ในที่สุด จึงจะประสบความสำเร็จ
      วิชาของนาย Johnson นี้เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2013 โดยตั้งชื่อว่า “Change Through Challenge”  ซึ่งมีนักเรียนตั้งแต่อายุ 19 ปี จนถึงผู้บริหารอายุ 60 ปีมาเข้าเรียน โดยแบ่งเวลาให้ฝึกซ้อมเอง 3 ครั้งต่อสัปดาห์และมาวิ่งรวมกันทั้งชั้น 1 ครั้งต่อสัปดาห์และมาสัมมนาร่วมกันทุกวันจันทร์ โดยจะเป็นการพูดคุยกันเรื่องการกินอาหาร การฝึกฝนและความสำคัญของการมีวินัย (discipline) และเชื่อมโยงประสบการณ์ดังกล่าวกับการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิตโดยรวม โดยประเด็น 
       หลักคือการปรึกษาหารือและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันเพื่อให้นำไปสู่วัตถุประสงค์หลัก คือ การวิ่งมาราธอนให้สำเร็จให้ได้ ทั้งนี้จะต้องวางแผนและตั้งเป้าที่จะเดินไปสู่จุดหมายดังกล่าวอย่างเป็นขั้นตอนโดยแบ่งออกเป็นเป้าหมายย่อยๆ เป็นรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน นาย Johnson กล่าวถึงคำถามติดตลกว่า How do you eat an elephant? One bite at a time….
        เขาบอกว่า บทเรียนที่สำคัญของวิชานี้และเป็นปัจจัยหลักในการนำไปสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิตคือ  “It’s not about doing the occasional big things, it’s about doing the consistent small things”    ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างมากจากประสบการณ์ของตัวเอง หลังจากผ่านชีวิตมาแล้ว 60 ปีว่าตอนที่เราเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลและประถมนั้น เรารูปร่างหน้าตาเกือบเหมือนกันหมด ศักยภาพก็ยังใกล้เคียงกันมาก คือทุกคนพูดเป็นแต่ยังอ่านละเขียนไม่เป็น (สมัยที่ผมไปรับลูกสาวที่โรงเรียนประถมต้องยอมรับว่าเมื่อเห็นเด็กนักเรียนวิ่งออกกันมาเป็นร้อยคน ใส่ชุดนักเรียนเหมือนกันนั้น บางที่มองหาลูกสาวตัวเองไม่เห็น เพราะหน้าตาเกือบเหมือนกันหมด) แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นว่าใครเรียนดีสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้และเข้าเรียนคณะอะไร เรียนต่อปริญญาโท-เอกหรือไม่ ฯลฯ และตอนเริ่มทำงานก็เริ่มต้นคล้ายกันตำแหน่งใกล้เคียงกัน (หลายครั้งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน มากกว่าเป็นคู่แข่งกัน) แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีก 20-30 ปี จะเห็นได้เลยว่าใครก้าวหน้ามากหรือก้าวหน้าน้อยกว่าเพื่อนๆ 
        กล่าวโดยสรุปคือคนที่ค่อยๆ พัฒนาตัวเองทุกวัน วันและนิดหน่อยอย่างสม่ำเสมอนั้น ในที่สุดผลที่ตามมาหลังเวลาผ่านไป 40-50 ปีนั้น จะแตกต่างกันมาก ชีวิตจริงไม่เหมือนกับภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ที่จบลงภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง ซึ่งอาจทำให้นึกว่าชีวิตจริงเป็นเหมือนการแข่งวิ่งเร็ว (sprint) แต่ในความเป็นจริงนั้นชีวิตเหมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องมีความมุ่งมั่น มั่นคง ขยันหมั่นเพียรในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ (consistent) โดยทำทีละน้อย (small steps)
        นาย Johnson กล่าวถึง การเตรียมตัวเพื่อวิ่งมาราธอนว่า  จะต้องกินให้เหมาะสมทุกมื้อทุกวัน ต้องบังคับตัวเองให้ซ้อมวิ่งอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ (แม้วันนั้นจะหนาวหรือร้อนหรือขี้เกียจ) จะต้องเผชิญและแก้ปัญหา (เช่นหากบาดเจ็บ) วิชาของนาย Johnson นั้นยาวนานทั้งหมด 22 สัปดาห์  แต่นักเรียนเริ่มแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้นหลักจากผ่านไปได้ 5 สัปดาห์  แต่ที่สำคัญคือการทำให้นักเรียนต้องตั้งเป้าหมายที่ยากขึ้นให้กับทุกคนทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดการสร้างอุปนิสัยที่กล้าทำและทำได้ ซึ่งเป็นอุปนิสัยที่สำคัญในการต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในชีวิตในอนาคตต่อไป

 FaceBook

เคล็ดลับ ลูกความจำดี เรียนเก่ง

ลูกความจำดี เรียนเก่ง : สมอง มีหน้าที่อะไร ?

สมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว  พฤติกรรม และภาวะธำรงดุล (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ  ความดันโลหิต  สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้1
สมองคืออวัยวะที่สำคัญของร่างกายมนุษย์  สมอง เป็นศูนย์รวมของความคิด ความทรงจำ จินตนาการ การวางแผน และการแก้ปัญหาต่างๆ  สมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก หากได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสมและถูกวิธี

       Good to know… “สมองเด็กแรกเกิดจะมีน้ำหนักประมาณ 30-40% ของผู้ใหญ่ และเพิ่ม เป็น 60% เมื่ออายุ 4 ขวบ ช่วง 6 ปีแรกของชีวิตเป็นช่วงที่สมองมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วที่สุด และวัย 1-3 ปี เป็นวัยทองแห่งการเรียนรู้ ความเฉลียวฉลาด และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์2”  

ลูกความจำดี เรียนเก่ง ด้วย 7 เคล็ดลับ

สมองของลูกจะมีพัฒนาการการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ส่วนสำคัญต้องได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่เป็นสำคัญ เพื่อให้ลูกได้มีการเรียนรู้ มีความจำดี ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของลูกในอนาคต  การจะสร้างให้สมองของลูกทำงานประสานกันได้ดี ไม่ใช่เรื่องยาก  เรามีเคล็ดลับฝึกสมองให้กับลูกน้อย จากคำแนะนำของ ดร.แพง ชินพงศ์3  ดังนี้…

1. เขียนสมุดบันทึก


คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ลงในสมุดบันทึกเป็นประจำทุกวัน วิธีนี้นอกจากจะช่วยฝึกทักษะเรื่องของภาษาในการเขียนและการลำดับเรื่องราวอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว ยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักการรวบรวมความคิดและฝึกการจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอในแต่ละวันที่ผ่านมาได้


2. เล่นเกมพัฒนาความจำ

คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมเกมที่ช่วยฝึกความจำให้แก่ลูก เช่น เกมครอสเวิร์ด เกมปริศนาอักษรไขว้ เกมหาคำศัพท์ เกมบิงโก เกมต่อจิ๊กซอว์ เกมเหล่านี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำของสมองเป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยให้มีสมาธิและฝึกความอดทนในการที่จะต้องพยายามแก้ปัญหาให้สำเร็จ

3. ดนตรีช่วยเพิ่มความจำ

ดนตรีเป็นสื่อที่นอกจากจะช่วยคลายเครียด พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ให้แก่เด็กแล้ว ยังช่วยเพิ่มทักษะในด้านความจำของเด็กที่ได้ผลดีเป็นอย่างมากอีกด้วย เพราะการที่เด็กได้ฟังเพลง ร้องเพลงและเล่นเครื่องดนตรี เด็กๆ จะต้องใช้ความจำในเรื่องของการจดจำทำนอง เนื้อร้องและจังหวะของแต่ละบทเพลง นอกจากนี้การเล่นเครื่องดนตรี เด็กๆ ต้องฝึกอ่านโน้ตดนตรี ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องของความจำโดยตรง

4. ฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิเป็นวิธีการที่ดีมากอย่างหนึ่งในการช่วยเพิ่มพลังความจำอย่างได้ผล การทำสมาธิสำหรับเด็กเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องให้เด็กฝึกจิตให้สงบด้วยการนั่งสมาธิเอามือประสานกันวางไว้ที่ตัก เพราะบางครั้งวิธีนี้อาจใช้ไม่ได้สำหรับเด็กบางคนเนื่องจากเขาอาจรู้สึกอึดอัด แต่การทำสมาธิสำหรับเด็กง่ายๆ คือหมายถึงการที่เขาได้พักสงบกับตนเอง เช่น การที่เด็กได้นอนหนุนตักคุณพ่อคุณแม่ใต้ต้นไม้อย่างเงียบสงบในเวลาประมาณ 15 นาที ก็เป็นการฝึกสมาธิได้แล้ว การฝึกสมาธิจะช่วยผ่อนคลายความเครียดและช่วยเตรียมให้สมองได้เปิดรับการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ และจดจำบทเรียนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
     หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กที่มีพัฒนาการการทำงานที่ดี เรียนรู้ได้อย่างชาญฉลาด ปัจจัยสำคัญต้องเกิดจากการถูกกระตุ้น ให้ได้คิด ได้ทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ การฝึกให้ลูกเป็นเด็กคิดนอกกรอบ คิดเป็น ทำเป็น และคิดแบบมีจินตนาการ จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้ลูกเป็นที่ประสิทธิภาพทางความคิดได้ค่ะ  เอาเป็นว่าเรามาช่วยกัน กระตุ้น พัฒนาการ สมองลูก ทำงานดี กันตั้งแต่ตอนที่ลูกยังเป็นเด็กเล็กๆ กันดีกว่าค่ะ  

5. รับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มความจำ

คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ทานอาหารที่มีคุณค่าและช่วยเพิ่มความจำ เช่น ผัก ผลไม้ ซึ่งมีวิตามินบีสอง กรดโฟลิก ที่ช่วยป้องกันสมองเสื่อม นอกจากนี้ควรให้ลูกทานเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เพราะมีธาตุเหล็กที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายในเรื่องของความจำได้

6. การออกกำลังกาย


เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของความจำของเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายไม่ว่าจะเดิน กระโดด วิ่ง จะส่งผลในการกระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ทำให้สมองพร้อมที่จะเปิดรับต่อการจดจำในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้กิจกรรมการออกกำลังตามจังหวะเพลง เช่น แอโรบิคแด๊นซ์ ยังช่วยพัฒนาความจำของเด็กผ่านในการจดจำท่าเต้น ทำนอง และจังหวะของเพลงด้วย

7. นอนหลับพักผ่อน

คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกนอนอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง และไม่ควรให้ลูกนอนเกินวันละ 9 ชั่วโมง เพราะการนอนมากทำให้ความตื่นตัวน้อยลงและทำให้ลูกเกิดความซึมเซา ซึ่งมีผลทำให้ประสิทธิภาพของความจำลดน้อยลง นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรให้ลูกนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน เพราะจะทำให้เด็กขาดสมาธิซึ่งทำให้ความสามารถในการจดจำลดน้อยถอยลงไปด้วยเช่นกัน3
  อยากให้ลูกฉลาด เรียนเก่ง ทำยังไงดี?  อย่างแรกเลย คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลเรื่องอาหารและโภชนาการของลูกอย่างใกล้ชิดค่ะ “อาหารบำรุงสมอง” สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองลูกน้อย ช่วยให้สมองแจ่มใส ความจำดี และมีสมาธิมากขึ้นได้
           อยากให้ ลูกความจำดี เรียนเก่ง พ่อแม่ต้องหมั่นเติมความรู้ใหม่ๆ  ให้ลูกได้ฝึกการใช้สมองกันมากๆ เพราะสมองยิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง และสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ …ด้วยความห่วงใยค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
1สมอง. th.wikipedia.org
2Dr.Somsri Nawarat.วัยทองแห่งการเรียนรู้ ?. gotoknow.org
3ดร.แพง ชินพงศ์. manager.co.th



 FaceBook

14 พฤษภาคม 2560

รู้มั้ย เคล็ดลับกินทุเรียนยังไงให้ไม่อ้วน !!


     เข้าสู่ฤดูกาลช่วงปลายหน้าร้อน ที่ใคร หลายๆ คนต่างรอคอยแล้ว แม้ปีนี้เราอาจจะไม่ได้มีน้ำให้เล่นสงกรานต์กันอย่างฟู่ฟ่าก็อย่าเพิ่งน้อยใจไป เพราะนอกเหนือจากเทศกาลเด็ดอย่างสงกรานต์แล้ว ผลไม้ในช่วงหน้าร้อนนั้นเอง! 
      และนอกเหนือจากเจ้ามะม่วง หรือข้าวเหนียวมะม่วงสุดอร่อยแล้ว   เราจะลืมราชาแห่งผลไม้อย่าง ทุเรียน ไปไม่ได้เลย!  แต่พูดถึงทุเรียน หลายๆ คนอาจจะยี้ ไม่ใชเพราะกลิ่นหรือรสชาติ แต่เพราะหลายคนเชื่อว่ามันชวนให้อ้วนต่างหากละ เอาละ ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะเรามีเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยให้กินทุเรียน แล้วไม่อ้วน  แถมยังดีต่อสุขภาพมาฝากด้วยคะ...

1. เลือกทุเรียนห่าม

รู้หรือไม่ การที่คุณเลือก ทุเรียน ห่ามๆ จะดีต่อร่างกายมากกว่า เพราะมีน้ำตาลน้อย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ ก็สามารถกินทุเรียนสุกได้ เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ "เคอซิทิน"  ซึ่งเป็นตัวเดียวกับในหอมใหญ่และองุ่น และทั้งนี้พลังต้านอนุมูลอิสระของทุเรียนสุก จะมีมากกว่า มังคุด ลิ้นจี่ ฝรั่ง มะม่วง อีกด้วยนะ!

2. กินไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์

  ทุเรียนแต่ละลูกจะมี4-5พู แต่ละพูก็จะมี1-3เม็ด และจริงๆ แล้วทุเรียนมีประโยชน์ หากได้ทานในปริมารที่พอเหมาะ และถ้าคุณอยากจะกินเพื่อสุขภาพ ก็ให้กินได้ครั้งละไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์ และถ้ามื้อไหนกินทุเรียน ก็ให้ลดปริมาณการทานข้าวลง เพื่อสมดุลของสุขภาพร่างกาย รวมทั้งน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตทีได้รับ

3. อดใจ Say No ทุเรียนน้ำกะทิ

ทุเรียนน้ำกระทิ อาจเป็นของโปรดของใครหลายๆ คน  จริงๆ นานๆ ครั้งก็ทานได้  ถ้าทานบ่อยๆ ก็ไม่ขอแนะนำ เพราะอุดมไปด้วยน้ำตาลทั้งจากทุเรียน ข้าวเหนียว และไขมันจากกะทิ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการร้อนในได้ แถมยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำหนักของคุณได้อีกต่างหาก

4. ทานพร้อมผลไม้ฤทธิ์เย็น หรือน้ำเยอะ

หากคุณอยากจะทานทุเรียน ก็ขอให้กินทุเรียนกับผลไม้เนื้อเย็น หรือน้ำเยอะ เช่น มังคุด ลองกอง แตงโม เพราะจะช่วยดับร้อนได้ดี และช่วยปรับสมดุลฤทธิ์ร้อนเย็นในร่างกายได้อีกด้วย

5. ห้ามกินรวมกับแฮลกฮอล์

คอสุราเมรัยทั้งหลาย  ขอเตือนไว้เลยว่า อย่ากินทุเรียนร่วมกับเหล้า แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะจะทำให้ยิ่งร่างกายของคุณร้อนจัด ขาดน้ำ และช็อกได้ เนื่องจากกำมะถันในทุเรียนละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยนะ!

         อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ทำได้ไม่ยาก แค่ใส่ใจสิ่งที่เราจะทานเข้าไปกันสักนิด เพราะการทานอะไรที่มากเกินความพอดี ย่อมนำมาซึ่งสิ่งไม่พึงประสงค์ได้นะจ๊ะ  ขอให้ซัมเมอร์นี้ เอ็นจอยกับทุเรียนกันนะทุกคน!

ที่มา : dailynews

 FaceBook

9 พฤษภาคม 2560

เคล็ดลับง่ายๆ ทางแก้อาการ ” เบื่อตัวเอง “

โอ๊ย! เบื่อตัวเอง จัง…ทำไงดี ซีเคร็ตมี 6 วิธีแก้เบื่อตัวเองมาฝาก

เวลาที่เรารู้สึกเบื่อหน่ายกับผู้คนหรือสิ่งต่างๆ รอบตัว วิธีแก้ไขคงไม่มีอะไรยากเกินไปกว่าเดินหนีออกมาจากสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายเหล่านั้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มรู้สึก เบื่อตัวเอง แล้วละก็! เห็นทีว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่น่าปวดหัวไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะเดินหนีไปทางไหนก็ไปไม่พ้นอยู่ดี
ลองมาสำรวจตัวเองดูก่อนว่า ตอนนี้คุณเริ่มมีอาการเบื่อตัวเองกันบ้างหรือยัง
คุณเข้าข่าย 10 พฤติกรรมเสี่ยงข้อไหนบ้าง!
✓ คุณมักจะนอนไม่หลับ หรือชอบตื่นกลางดึกแล้วนอนหลับต่อไม่ได้ รับประทานอาหารไม่อร่อย น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว รู้สึกเมื่อยล้าแม้ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างหักโหมหรือทำงานหนักใด ๆ
✓ ทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายงานชิ้นสำคัญ คุณจะเกิดความประหม่า พร้อมกับคิดว่างานนั้นเกินความสามารถของคุณเสมอ หรือคิดว่า ผลสัมฤทธิ์ของงานชิ้นนั้นต้องออกมาอ่อนด้อย
✓ คุณไม่รู้สึกภาคภูมิใจในงานของตัวเอง และนึกอิจฉาคนอื่นที่ได้ทำงานที่ดีกว่า
✓ คุณรู้สึกว่าไม่ว่าจะพยายามอย่างไร คนรอบข้างก็ไม่ให้การยอมรับในผลงานหรือการกระทำของคุณ
✓ เมื่อต้องเข้าสังคม คุณรู้สึกขาดความมั่นใจ แปลกแยกและไม่กล้าพูดคุยกับใคร
✓ คุณรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่รู้จะพูดคุยกับใคร ทั้งที่ความจริงแล้วคุณมีเพื่อนฝูงมากมาย
✓ คุณคิดเสมอว่า ตัวเองไม่ใช่คนเพอร์เฟ็กต์ และความไม่เพอร์เฟ็กต์นี้เป็นจุดอ่อนในตัวคุณ
✓ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน คุณก็พบเจอแต่สิ่งซ้ำซาก จำเจน่าหดหู่ ทั้งชีวิต ความรัก การเรียน และการทำงาน
✓ คุณขาดแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต รู้สึกว่าตนเองหลงทาง หลักลอย หาเป้าหมายในชีวิตไม่เจอ และไร้ค่า
✓ คุณรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีกำลังใจในการทำงานไม่อยากพบปะผู้คน และอาจถึงขั้นพยายามคิดสั้น
   ถ้าใครมีพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป นับว่าเป็นสัญญาณร้ายที่บ่งบอกให้รู้ว่า คุณกำลังขยับเข้าไปใกล้โรคซึมเศร้ามากขึ้นทุกทีแล้ว ถ้าไม่อยากให้อาการนอยด์ ๆ ลุกลามกลายไปเป็นโรคอันตรายแล้วละก็ ลองหาวิธีแก้เบื่อตัวเองง่าย ๆ กันดีกว่า
1. เบื่อนักก็เปลี่ยนซะ!
เริ่มต้นจากการทำสิ่งง่าย ๆ เช่น ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนใหม่อาจจะด้วยการเปลี่ยนทรงผมและสไตล์การแต่งตัว แต่ต้องจำไว้ว่า อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเราให้เหมือนใคร แต่จงเป็นคุณในแบบที่มั่นใจและเป็นตัวคุณเองสุด ๆ นี่แหละ!
นอกจากเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว ก็ควรเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกซ้ำซากจำเจ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งบ้านใหม่ จัดสวนใหม่ ปรับเปลี่ยนมุมในบ้านหรือที่ทำงานให้แปลกตาไปกว่าเดิม
นอกจากนี้อาจลองเปลี่ยนเส้นทางในการไปทำงานหรือกลับบ้าน อาจเลือกใช้เส้นทางลัดบ้าง ทางอ้อมบ้าง ลองเปลี่ยนไปนั่งรถประจำทาง รถไฟใต้ดิน หรือปั่นจักรยานบ้าง นอกจากจะได้เห็นทิวทัศน์ที่แปลกตาไปจากเดิมแล้ว คุณยังอาจได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ข้างทางด้วยก็เป็นได้
2. เขียนไดอะรี่ระบายความสุข
การเขียนไดอะรี่แม้จะเป็นวิธีระบายอารมณ์ที่ดีวิธีหนึ่ง แต่รู้หรือไม่ว่า ความจริงแล้วการเขียนไดอะรี่เพื่อระบายความทุกข์แล้วกลับมานั่งอ่านซ้ำ ๆ ทุกวันอาจทำให้คุณหมกมุ่นอยู่กับความเศร้า และกังวลกับเรื่องต่าง ๆ มากกว่าจะปล่อยให้มันผ่านไปก็เป็นได้ ถ้ายังอยากเขียนไดอะรี่ ลองเปลี่ยนมาบันทึกแต่เรื่องราวดี ๆ ที่พบเจอในแต่ละวัน สิ่งที่สร้างรอยยิ้มให้กับคุณคำชมเชยจากคนรอบข้าง หรือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจ…แล้วอย่าลืมหยิบมาอ่านบ่อย ๆ ด้วยล่ะ!
3. หยุดเสพติดโซเชียลซะที
แม้การเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค พูดคุยกับเพื่อน ๆ แบบออนไลน์จะช่วยให้เราหายเบื่อได้ แต่ก็อย่าให้ถึงขั้นเสพติดเลยนะเพราะความจริงแล้วมีผลการวิจัยออกมาว่าการเสพติดโซเชียลจะเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย เพราะคนเรามักแสดงเฉพาะด้านดีและชีวิตสุดเพอร์เฟ็กต์ออกมาในสังคมออนไลน์ ดังนั้นถ้าเราเสพติดนาน ๆและเผลอเอามาเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเองแล้วละก็…ความภูมิใจในตัวเองอาจหลุดลอยไปสักวัน!
4. ทำกิจกรรมสนุกสุดเหวี่ยง
การหาอะไรสนุก ๆ ทำเป็นวิธีที่จะทำให้คลายเครียดได้เป็นอย่างดี แต่เดี๋ยวก่อน!สุดเหวี่ยงในที่นี้ต้องเซย์โนอบายมุขทั้งหลายด้วยนะ…อาจลองใช้วิธีขำ ๆ เช่น ออกไปช็อปปิ้งด้วยเงินในกระเป๋าเพียง 100 บาทสร้างบัญชีเฟซบุ๊กใหม่ขึ้นมาแล้วโพสต์อะไรสนุก ๆ แบบไม่แคร์สื่อ แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ได้ทำผิดบาปหรือทำร้ายใคร หรือไปเที่ยวแบบสนุกสนานผจญภัย แต่แทนที่จะไปกับแก๊งเพื่อน ก็เปลี่ยนเป็นพาพ่อกับแม่ไปเที่ยวสวนสนุกดูบ้าง อาจช่วยให้ชีวิตมีสีสันตื่นเต้นไปอีกแบบก็ได้ ใครจะรู้
5.  เติมคุณค่าให้ชีวิต
อาการเบื่อตัวเองมักจะเกิดจากการ“ว่าง” จนทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน ดังนั้นลองหากิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมทำดู เช่น สมัครเรียนคอร์สสั้น ๆที่คุณสนใจ เช่น เรียนภาษา เรียนทำขนมเรียนร้องเพลง เรียนโยคะ ไปเยี่ยมคนชราผู้พิการ หรือเด็กกำพร้าที่สถานสงเคราะห์หรือสมัครเป็นอาสาสมัครในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม…แล้วคุณจะรู้สึกว่าตัวคุณเองก็มีคุณค่าเหมือนกันนี่นา!
6. ตั้งเป้าหมายง่าย ๆ ให้ชีวิต
พยายามตั้งเป้าหมายให้ชีวิตแบบง่าย ๆ แล้วท้าทายตัวเองให้ทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ เช่น ท้าตัวเองให้ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายโดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ใน 1 เดือนน้ำหนักจะต้องลดลงไป 2 กิโลกรัม หรือทดลองปลูกผักสวนครัว โดยตั้งเป้าหมายว่า ในอีก 2 เดือนข้างหน้าจะต้องได้กินอาหารที่มีส่วนผสมของผักที่คุณปลูกเองทุกมื้อ…เมื่อทำสำเร็จตามเป้าแล้วก็อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเองด้วยล่ะ!
    หากทำได้เพียง 6 ข้อนี้ รับรองว่าคุณจะรู้สึกรักและภาคภูมิใจในตัวเองขึ้นอีกหลายเท่าตัว…แล้วพลังบวกในตัวคุณก็จะตามมาเองจนคุณอาจนึกไม่ถึง
ที่มา : www.goodlifeupdate.com


หากชอบ และถูกใจ กดแชร์ แบ่งปันกันไปนะคะ ^^
 FaceBook