16 มีนาคม 2562

การวิ่ง ไม่ทำให้เข่าเสื่อม!! พร้อมเทคนิควิ่งเสริมข้อแข็งแรง

การวิ่ง บอกลาเข่าเสื่อม

การวิ่ง นับเป็นหนึ่งในการออกกําลังกายที่แสนง่ายดาย แถมยังประหยัด แค่มีรองเท้าผ้าใบสักคู่กับถนนหนทางที่ปลอดภัย เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่าวิ่งได้ แต่ก่อนจะก้าวขาลงสู่ลู่วิ่งเพื่อสุขภาพ ลองเช็กสิ คุณรู้จักการวิ่งดีแล้วหรือยัง หากความเชื่อเดิมๆ ที่ใครต่อใครพร่ำบอกว่า วิ่งมากไปข้อเข่าจะเสื่อม หรือคนอ้วนและผู้สูงวัยไม่ควรวิ่ง ยังอยู่ในความคิด บอกเลยว่าการออกไปวิ่งของคุณคงไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องลบความเชื่อเหล่านี้ทิ้ง เพราะการวิ่งที่ถูกต้องนอกจากจะทําให้ร่างกายแข็งแรงยังช่วยป้องกันข้อเข่าเสื่อมได้อีกด้วย

การวิ่งกับข้อเข่าเสื่อม

หลายๆ คน มักโยนความผิดให้การวิ่งว่าเป็นสาเหตุประการหนึ่งของ “โรคข้อเข่าเสื่อม” ทั้งที่ความเป็นจริง ข้อเข่าเสื่อมเกิดจากความร่วงโรยตามวันเวลา กระดูกอ่อนบริเวณข้อย่อมเสื่อมสภาพจนไม่สามารถเป็นเบาะรองรับน้ำหนัก และสูญเสียคุณสมบัติการเป็นน้ำหล่อเลี้ยงเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหวจนเกิดการเสียดสีและสึกหรอของกระดูกอ่อน
นายแพทย์ธนพจน์ จันทร์นุ่ม ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงความเชื่อที่ว่า “ยิ่งวิ่งยิ่งเข่าเสื่อม” ว่า

“ความจริงแล้วการวิ่งที่ถูกวิธีอย่างต่อเนื่องช่วยป้องกันข้อต่อไม่ให้เสื่อมเร็ว การหยุดวิ่งหรือขาดการออกกําลังกายที่เหมาะสมต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ข้อเสื่อม

“เพราะการวิ่งแต่ละก้าวจนทําให้เกิดแรงกดที่กระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฟองน้ำคอยรับแรงกระแทกในข้อ แรงกดและปล่อยอย่างเป็นจังหวะจากการวิ่งจะเพิ่มการหมุนเวียนน้ำหล่อเลี้ยงภายในข้อ ซึ่งเป็นสารอาหารให้เซลล์กระดูกอ่อนที่ไม่มีเลือดมาเลี้ยง แต่จะได้สารอาหารและออกซิเจนจากน้ำหล่อเลี้ยงข้อเท่านั้น

“การเคลื่อนไหวข้อที่มีแรงกดที่กระดูกอ่อนอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอจึงเป็นการให้สารอาหารกระดูกอ่อน กระตุ้นการสร้างและซ่อมส่วนที่สึกหรอ ช่วยลดความเสี่ยงข้อเสื่อม”

ใครบ้างเสี่ยงข้อเข่าเสื่อม

-ผู้สูงอายุ
-ผู้ที่ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ
-ผู้หญิง จากสถิติผู้หญิงมักเป็นมากกว่าผู้ชาย
-มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
-ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวที่มากทําให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากขึ้น
การวิ่ง, วิ่ง

เริ่มวิ่งถนอมข้อ

1.  ยืดข้อให้สุดในทิศทางต่างๆ แล้วค้างไว้เป็นเวลา 10-15 วินาที ทําซ้ำประมาณ 5-10 ครั้ง โดยเน้นกล้ามเนื้อหลักบริเวณน่อง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง

2.  การออกกําลังกายด้วยวิธีวิ่งต้องอาศัยการอบอุ่นร่างกายที่มากเพียงพอ ฉะนั้นอาจเริ่มจากการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ เป็นเวลา 5-10 นาที ก่อนจะวิ่งเต็มที่ เพื่อให้กล้ามเนื้อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจได้ปรับตัวก่อนออกกําลังกาย

3.  การเลือกรองเท้าวิ่งก็เป็นสิ่งสําคัญ ควรเป็นแบบที่มีพื้นกันแรงกระแทก กระชับพอดีกับเท้าและออกแบบมาสําหรับการวิ่งโดยเฉพาะ ทั้งนี้ลักษณะของเท้ายังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องคํานึงถึงในการเลือกรองเท้าที่เหมาะกับการออกกําลังกาย
ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ ลักษณะเท้าแบนหรือไม่มีอุ้งเท้าสูงเพียงพอเวลาวิ่งนานๆ อาจทําให้มีแรงปฏิกิริยาจากพื้นต่อข้อเท้าและข้อเข่าผิดปกติ ทําให้เกิดอาการปวดเข่าหรือข้อเท้าเรื้อรัง
วิธีแก้ไขคือ หาแผ่นเสริมอุ้งเท้าสําเร็จรูปหรือรองเท้าที่เสริมแผ่นรองภายใน เพื่อช่วยให้มีการกระจายแรงปฏิกิริยาดังกล่าวมากขึ้น และควรเลือกวิ่งบริเวณที่เป็นพื้นเสมอกัน หลีกเลี่ยงพื้นเอียงหรือเส้นทางที่มีการหักเลี้ยวอย่าง ฉับ พลัน สําหรับพื้นวิ่งดีที่สุดคือ พื้นยางสังเคราะห์ เพราะมีความนุ่มและเก็บพลังงานเพื่อเปลี่ยนเป็นแรงส่งตัวได้ดีหรืออาจวิ่งบนพื้นดินแทน หากจะวิ่งบนพื้นคอนกรีตก็ได้เช่นกัน แต่ควรเลือกรองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี เพราะข้อเท้าต้องรับแรงกระแทกมากขึ้น

4.  ไม่ควรวิ่งแบบก้าวเท้ายาวหรือยกเข่าสูงเกินไป เพราะข้อเข่าต้องงอมากเกินความจําเป็น อาจทําให้ปวดเข่าง่ายขึ้น และควรลงน้ำหนักที่ส้นเท้า มิเช่นนั้นจะทําให้ปวดกล้ามเนื้อน่องและเข่าด้านหน้าได้ อย่างไรก็ดีการวิ่งลงน้ำหนักที่ปลายเท้าทําได้ในกรณีที่ต้องการเร่งความเร็ว หรือสําหรับนักกีฬาที่มีความฟิตเพียงพอ

5.  ไม่ควรวิ่งขึ้น-ลงเนิน แต่หากจําเป็นต้องวิ่งลงเนิน ควรเกร็งลําตัวให้ตั้งตรง เพราะแรงโน้มถ่วงอาจทําให้เสียหลัก นอกจากนี้ควรก้าวเท้าให้ยาวและเร็วขึ้นกว่าตอนวิ่งบนพื้นที่เรียบเสมอกัน

6.  หากเป็นผู้ป่วย ที่มีภาวะข้อเสื่อมอยู่แล้ว ควรเปลี่ยนจากการวิ่งเป็นเดินเร็วแทน และต้องระวังเรื่องระยะทางที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ไม่ควรเพิ่มระยะทางหรือความเร็วอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ หลังจากวิ่งสักพักควรสลับเป็นเดิน เพื่อให้ร่างกายได้กําจัดกรดแล็กติกที่สะสมขณะวิ่งออกไปจากกล้ามเนื้อบ้าง เพื่อช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อ

7.  หมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้วยการเหยียดเข่าตรงและเกร็ง ค้างไว้ครั้งละ 5 วินาที ประมาณวันละ 10-20 ครั้ง หรืออาจเข้ายิมเล่นเวต เพิ่มกําลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลังสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีสะโพกกว้างซึ่งมีแนวโน้มเกิดปัญหาปวดเข่าได้ง่าย การออกกําลังกายด้วยวิธีดังกล่าวจะสร้างกล้ามเนื้อให้ช่วยรั้งกระดูกสะบ้าเข้าด้านใน เพื่อลดปัญหาปวดเข่าในระยะยาว

อย่ากลัวที่จะวิ่ง แค่รู้จักวิ่งให้ถูกวิธี รับรองว่า เข่าไม่เสื่อม แถมแข็งแรงขึ้นอีกเป็นกอง

วัยเก๋า 100+ แชร์เคล็ดลับ อายุยืน ไม่อยากป่วยง่าย ต้องอ่าน !!

อายุยืน ไม่ป่วย ด้วยเคล็ดลับทำตามง่าย จาก 4 อาวุโส ต่างสไตล์รอบโลก

อายุยืน ดูจะเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ แต่การมีอายุยืนและยังแข็งแรงอยู่นี่สิ ต้องทำอย่างไร วันนี้ เรามีเคล็ดลับจากคุณตา คุณยาย อายุกว่าร้อยปีมาบอกเล่าประสบการณ์

คุณยายเจอราลีน ทาลลี่ วัย 116 ปี จากมลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

1.อยู่กับลูก หลังจากคุณตาเสียชีวิตลง เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ลูกสาวก็ย้ายมาอยู่เป็นเพื่อน
2.ทําใจให้สงบ โดยไม่รู้สึกเป็นทุกข์กับสังขารที่ร่วงโรยตามวัยเลย
3.ฟังข่าวสารการกีฬา ซึ่งช่วยให้กระชุ่มกระชวยตลอดเวลา
4.กินอาหารสุขภาพ เช่น สลัดมันฝรั่ง ขนมปังน้ําผึ้ง ปลา ผัก ผลไม้
5.หลีกเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ด และงดเดลี่โปรดักต์
6.ทําอาหารกินเอง และเผื่อแผ่เพื่อนบ้าน เมนูยอดฮิตคือ พายวอลนัท
7.ขยันเดิน แม้คุณยายต้องใช้ไม้เท้า แต่เธอก็เดินรอบห้องหรือรอบบ้านเป็นประจํา
8.ออกกําลังกายสม่ําเสมอ ด้วยการส่ายสะโพกและเตะเท้าต่ําๆ
9.ปฏิบัติดีต่อคนอื่น เหมือนที่อยากให้เขาปฏิบัติต่อเธอ

คุณยายคะมะดะ นะคะซะโตะ อายุ 102 ปี จากประเทศญี่ปุ่น

คุณยายผู้นี้อยู่ที่แหลมมะโตะบุ เมืองโอกินาวา ผู้มีชีวิตอันแสนวิเศษในวัยกว่าหนึ่งศตวรรษ เคยมีคนถามคุณยายคะมะดะ ว่าเคยกินแฮมเบอร์เกอร์หรือดื่มโค้กบ้างไหม เพราะโอกินาวาเป็นเมืองที่มีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดมากกว่าที่ไหนๆ ในญี่ปุ่น ทว่าครั้งแรกที่คุณยายเห็นแฮมเบอร์เกอร์ คุณยายถามคนที่กำลังจะกินว่า เธอจะทำอะไรกับมันล่ะนั่นน่ะ ซึ่งนี่พอจะเป็นคำตอบได้แน่นอนว่า คุณยายไม่เคยดื่มโค้กเลยในชีวิต
อาหารในแต่ละวันของคุณยายมักประกอบด้วย ซุปปลา มิโสะซุป ผักต้ม หัวไชเท้า และแครอท อาจมีผัดผักกับน้ำมันเล็กน้อย โดยผัดประเดี๋ยวเดียว และอาจกินเต้าหู้บ้าง พร้อมด้วยชาเขียว ชามะลิ ซึ่งท่านกินทุกมื้อแต่กินพออิ่ม
นอกจากนี้ ผักต่างๆ ก็มาจากสวนผักคุณยายคะมะดะเอง โดยทุกวันคุณยายจะเดินเข้าไปในแปลงผักหลังบ้านเพื่อไปเก็บผักและสมุนไพร เพื่อนำมาทำอาหารทั้งเช้า กลางวัน เย็น นี่เองทำให้คุณยายได้กินอาหารเป็นยามาตลอดชีวิต
อาหารสำคัญที่จะขาดไม่ได้ของคนที่นี่คือ ถั่วเหลือง ทำให้เมื่อเทียบกับชาวอเมริกันในวัยเดียวกันแล้ว พบว่าคนร้อยปีที่โอกินาวามีระดับฮอร์โมนเพศสูงกว่า นั่นเป็นเพราะถั่วเหลืองมีไฟโตเอสโตรเจน และคนโอกินาวากินผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเฉลี่ย 3 ออนซ์ต่อวัน

คุณยายมิซาโอะ โอกาวา วัย 117 ปี จากประเทศญี่ปุ่น

มีเคล็ดลับอายุยืนที่ทุกคนทำตามได้ แต่มักไม่อยากทำ นั่นคือการใช้ชีวิตทุกด้านให้สมดุล เมื่อถึงเวลานอน คุณยายเลือกนอนให้ครบวันละ 8 ชั่วโมง ถึงเวลากินก็จะกินให้ครบ 3 มื้อใหญ่ และที่สำคัญคือ การปล่อยวางต่อเรื่องราวต่าง ๆ โดยคุณยายให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ว่า “อย่าไปจริงจังกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดคือ เลือกกินแต่ของดีมีประโยชน์ เพราะอาหารคือ ยาบำรุงร่างกาย”
ทุกวันนี้เมนูโปรดของคุณยายมิซาโอะก็ยังเป็นข้าวปั้นซูชิแบบเดิม เพราะเชื่อว่าเมนูนี้มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่

คุณยายบาง ทับขุนทด อายุ 104 ปี จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย

เคล็ดลับที่ทำให้คุณยายอายุยืนคือ ตื่นแต่เช้าเข้าสวนหลังบ้านเดินเก็บผักริมรั้ว ออกแรงถางหญ้าพรวนดินพอให้เหงื่อออก จึงกลับเข้าบ้านและกินอาหารมื้อเช้า โดยเน้นน้ำพริกกับผักพื้นบ้านและปลาย่าง นอกจากนี้จะต้องไม่เครียด


เแค่ไม่เครียด อายุก็ยืนยาวขึ้น
อายุยืน, ผู้สูงวัย, ผู้สูงอายุ, ดูแลร่างกาย

กิจกรรมง่ายๆ ช่วยอายุยืน
หนังสือพิมพ์มิเรอร์ออนไลน์ ประเทศอังกฤษ ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อการมีชีวิตยืนยาวไว้ดังนี้

1. ยืนขาเดียวทุกๆเช้า

เช่น ระหว่างการแต่งตัว ลองฝึกทรงตัวด้วยการยืนขาเดียว เพราะเป็นการสร้างความสมดุลของร่างกาย(กระดูก สันหลัง กระดูกเชิงกราน และกระเพาะอาหาร) เมื่อสูงวัยจะช่วยป้องกัน อุบัติเหตุจากการหกล้มกระดูกหักได้

2. มีเพศสัมพันธ์สม่ําเสมอ

อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพราะจากงานวิจัยพบว่า คนที่มีเพศสัมพันธ์น้อยกว่าเดือนละครั้ง มีโอกาสเสี่ยงการ เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงสองเท่า มากกว่าคนที่มีเพศสัมพันธ์สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพราะจะช่วยลดความเครียดเเละทําให้นอนหลับสนิทยิ่งขึ้น

3. งดใช้ครีมกันแดด

ในช่วงเวลา7.00น.-9.00น. เพราะครีมกันแดดจะไปเคลือบผิวหนัง ทําให้วิตามินดีจากแสงเเดดไม่สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ ส่งผลให้เกิดโรคกระดูกพรุนและโรคหัวใจ

4. หัวเราะวันละอย่างน้อย 20 ครั้ง

เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดฮอร์โมนความเครียด และเพิ่มระดับทีเซลล์(TCell) ในการป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง

5. ร้องเพลงขณะอาบน้ํา

จากการศึกษาวิจัยในกลุ่มนักร้องประสาน เสียงของมหาวิทยาลัยเยลเเละมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า พวกเขามีอายุเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น เพราะการร้องเพลงช่วยลดความ เครียด ป้องกันโรคหัวใจ และช่วยไม่ให้เป็นโรคซึมเศร้า

โปรแกรมฝึกวิ่ง ช่วยลดหุ่น ลดโรค และเทคนิคการวิ่งต่างๆสำหรับมือใหม่


โปรแกรมฝึกวิ่ง เพื่อมือใหม่ นับว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการมีโปรแกรมจะช่วยทำให้การวิ่งเป็นเรื่องง่ายและช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการวิ่งของคุณให้ดีขึ้น

ท่าทางการวิ่ง

ผ่อนคลาย ไม่ห่อไหล่หรือกํามือ ยืดศีรษะขึ้นสบายๆ มองทาง ไม่จําเป็นต้องมองเท้า ก้าวเท้าสบายๆ ไม่ต้องยกเข่าขึ้นสูง ไม่ก้าวยาวเกินไป เพราะการวิ่งเร็วหรือช้าไม่ได้สัมพันธ์กับช่วงก้าว แต่สัมพันธ์กับระยะทางโดยเฉลี่ย ซึ่งคือ 180 ฟุตต่อนาที และหากนาทีแรกคุณก้าวยาวจนเกินระยะทางดังกล่าว จําไว้ว่าแรงส่งหรือโมเมนตัม (Momentum) ของนาทีต่อไปจะน้อยลง ทําให้คุณวิ่งได้ช้าลง
กําหนดให้เท้าก้าวไปในแนวเดียวกับสะโพก ไม่ใช่ก้าวไปแนวเดียวกับใบหน้า วิธีก้าวที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณวิ่งเร็วขึ้น ควรฝืนฝึกท่าทางการวิ่งที่ถูกต้องในครั้งแรก แต่หากฝึกไปเรื่อยๆ คุณจะวิ่งได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ต้องกังวลหากหายใจหอบ เพราะครั้งต่อๆ ไปร่างกายจะปรับการหายใจให้เป็นปกติเอง

เครื่องแต่งกาย

ควรเป็นเสื้อยืดหรือเสื้อแขนยาว ที่ทําจากผ้าที่ช่วยระบายอากาศ ไม่ควรสวมเสื้อผ้าฝ้าย ซึ่งจะดูดซับเหงื่อ ไม่ควรสวมผ้าเนื้อหนาเกินไป หากจําเป็น ควรสวมปลอกแขนหรือขาซึ่งถอดออกง่าย บางคนอาจชอบสวมกางเกงสามส่วนหรือเลกกิ้งที่ทําจากผ้าไลครา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเคลื่อนไหว
ควรสวมหมวก หรือถุงมือสําหรับวิ่งหากอากาศเย็น ควรสวมแจ็กเก็ตกันน้ําเวลาฝนตก ทั้งนี้ ต้องแน่ใจว่าแจ็กเก็ตที่สวมไม่ทําให้รู้สึกร้อน หรือหายใจไม่สะดวก ควรสวมหมวกเบสบอลเพื่อกันเม็ดฝนหรือแสงแดดเข้าตา
และควรสวมสปอร์ตบราซึ่งจะช่วยให้กระชับและเพิ่มความมั่นใจขณะวิ่ง โดยเฉพาะหากคุณเป็นผู้หญิงหน้าอกใหญ่ สปอร์ตบราจะช่วยป้องกันและลดอาการเจ็บปวดหน้าอกหลังจากการวิ่งได้อีกด้วย

รองเท้า

การเลือกถุงเท้าสําหรับวิ่ง ควรหลีกเลี่ยงประเภทที่มีปุ่ม หรืออาจเลือกถุงเท้า Compression ที่สูงปิดน่อง ซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังกล้ามเนื้อ และควรเลือกยี่ห้อรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งโดยเฉพาะ หากได้ทดลองวิ่งบนเทรดมิลล์ โดยมีเจ้าหน้าที่ในร้านคอยให้คําแนะนําว่าคู่ไหนเหมาะกับเราจะดีที่สุด ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่ให้คําปรึกษา ต้องพิจารณาว่ารองเท้าคู่นั้นมีพื้นที่สําหรับวางนิ้วเท้าได้สบายๆ อาจต้องมีขนาดใหญ่กว่ารองเท้าปกติสักครึ่งไซส์ แต่หากเวลาวิ่งแล้วเท้าเลื่อนไปด้านหลังแปลว่ารองเท้าคู่นั้นใหญ่เกินไป

นาฬิกา

ควรเป็นนาฬิกาที่สามารถจับเวลาได้ ถ้าจะให้ดีควรเป็นนาฬิกา GPS ที่สามารถบอกระยะทางและระยะเวลาที่เราวิ่งมาแล้วได้ บางยี่ห้อสามารถช่วยควบคุมก้าวการวิ่งไม่ให้เร็วหรือช้าเกินไป ขณะวิ่งมาราธอน บางยี่ห้อสามารถบันทึกการฝึกฝนได้ด้วยการดาวน์โหลดแผนที่ ข้อมูลการวิ่ง หรือแม้แต่แชร์ความต้องการเกี่ยวกับการวิ่งของเรา เพื่อขอความช่วยเหลือจากนักวิ่งคนอื่นๆ

เข้าใจพื้นฐานของการวิ่งและสิ่งจำเป็นกันแล้ว เอาเป็นว่า มาดูโปรแกรมฝึกวิ่ง เพื่อให้คุณสามารถวิ่ง 5 กิโลเมตร ได้อย่างสบายๆ กันเลยดีกว่า




โปรแกรมฝึกวิ่ง เพื่อมือใหม่

คุณรู้ หรือ ไม่ ?

60-100 ครั้ง  คือ อัตราการเต้นของหัวใจต่อนาทีในผู้ใหญ่ ซึ่งอาจต่ําถึง 40 ครั้งต่อนาที หากร่างกายแข็งแรง ทว่าอัตราการเต้นของหัวใจเวลาตื่นนอน เป็นอัตราปกติของแต่ละคน
2013 ค.ศ. ที่คณะนักวิจัยจาก Lawrence Berkley National Laboratory  ซึ่งติดตามนักวิ่งกว่า 900,000 คน นาน 20 ปี พบว่า  การวิ่งลดความเสี่ยงโรคข้ออักเสบ ลดอัตราการเปลี่ยนข้อ หรือสะโพก ลงถึงครึ่งหนึ่ง


1 มีนาคม 2562

วิ่งยังไง .... ในวันที่อากาศร้อนสุดๆๆ



วิ่งยังไง.....ในวันที่ อากาศร้อนสุดๆ


ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า  อุณหภูมิปกติภายในร่างกายเรานั้นจะถูกปรับให้คงที่อยู่เสมอด้วยกลไกอันแยบยลของร่างกาย ที่ระดับ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าสูงมาก  (เพราะเพียงแค่อากาศภายนอกสูงเกินกว่า 30 องศา หลายคนก็จะบ่นกันว่า ร้อนมากแล้ว)   เราเคลื่อนไหวหรือออกกำลัง แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดความร้อนขึ้นภายในร่างกาย ความร้อนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกถ่ายเทออกไปจากร่างกายได้หลายช่องทาง  แต่ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การระบายความร้อนด้วยน้ำ

โดยน้ำจะพาความร้อนระบายออกไปในรูปของเหงื่อทางรูขุมขนที่มีอยู่มากมาย จึงทำให้การถ่ายเทความร้อนมีประสิทธิภาพมาก

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า จริงๆ แล้ว อากาศที่ร้อนอบอ้าว ไม่ได้มีผลกระทบกับกลไกในร่างกายเราโดยตรง (ยกเว้นบริเวณใกล้ผิวหนัง) แต่ความร้อนอบอ้าว จะทำให้ระบบการระบายความร้อนของเรามีประสิทธิภาพลดลง เพราะเหงื่อระเหยออกได้ยาก  ร่างกายจึงต้องเพิ่มการทำงานการระบายเหงื่อออกมามากขึ้นกว่าปกตินั่นเอง


วิธีการวิ่ง ในสภาวะอากาศร้อน


1.   การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดเวลาระหว่างวิ่ง มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ได้ แม้เราไม่มีกล่องพักน้ำเหมือนรถยนต์  แต่เราถือ/พกขวดน้ำรอบเอวหรือแบกเป้น้ำไปด้วยในระหว่างวิ่งได้ และคงต้องมีตัววัดอาการขาดน้ำของร่างกายที่ดีด้วย เช่น

 1)  ชั่งน้ำหนัก เป็นระยะๆ ระหว่างวิ่ง น้ำหนักเราควรคงที่อยู่เสมอ ถ้าน้อยลง แสดงว่าขาดน้ำ ควรดื่มน้ำชดเชย  (รายการวิ่งอัลตร้ามาราธอน บางงานจะเตรียมเครื่องชั่งไว้ให้นักวิ่งสามารถขึ้นชั่งน้ำหนักได้ทุกรอบ)
2)   กะปริมาณการดื่มน้ำเป็นระยะๆ โดยฝึกสังเกตุ รับรู้ และจดจำ สัญญาณต่างๆ ที่ร่างกายบอกเรา เช่น ปริมาณของเหงื่อที่ออก ความรู้สึกร้อน ความรู้สึกกระหาย (อย่ารอจนคอแห้ง) หรือสังเกตุสีของฉี่หรือปัสสาวะ ควรจะใส ถ้าเหลืองเข้มแสดงว่าขาดน้ำแล้ว
3)   ดื่มน้ำให้เยอะๆ ก่อนการวิ่ง แต่เนิ่นๆ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับน้ำส่วนเกินออกเองทางปัสสาวะ แต่ถ้าเป็นการแข่งขันอาจต้องเว้นระยะก่อนแข่งไว้หน่อย จะได้ไม่เสียเวลาแวะเข้าห้องน้ำ โดยมาดื่มเพิ่มก่อนแข่งได้อีกนิดหน่อย


2.    เราต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าเราเหนื่อยและร้อนเกินไปหรือไม่  เพื่อป้องการไม่ให้เกิดอันตรายจากลมแดด หรืออาการร้ายแรงอื่นๆ ร่างกายมีตัววัดความเหนื่อยหลายอย่างที่อาจต้องใช้ประสบการณ์และเรียนรู้ที่จะสังเกตุตัวเอง สำหรับนักวิ่งที่มีนาฬิกา ที่ใช้สำหรับการวัดค่าต่างๆ ต้องหมั่นดู ต้องสังเกต เช่น

        1)   ดูอัตรา จังหวะการเต้นหัวใจ  มักจะเต้นเร็วกว่าปกติ ในภาวะที่    อากาศร้อน เราจึงควรวิ่งโดยระวังไม่ให้ชีพจรสูงเกินไป หรือจะฝึกใช้ความรู้สึกเรียนรู้และจดจำความแรงและความถี่การเต้นของหัวใจ ดูก็ได้



      2)    เหงื่อเริ่มไม่ออก หรือออกน้อย  ทั้งๆ ที่อากาศร้อน รวมถึงสัญญาณอื่นๆ ที่ผิดปกติ ควรฝึกรับรู้อยู่ตลอด ถ้าเริ่มรู้สึกได้ ควรชะลอ      ความเร็ว และหยุดพักในที่ร่ม



3.    อย่าเร่ง หรือวิ่งเร็วมาก และนานเกินไป เพราะร่างกายจะทำงานหนักและสะสมความร้อนสูงขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นทางแก้ก็คือ

         1) วิ่งให้ช้าลง และ อาจต้องลดระยะทางลงบ้างจากการวิ่งซ้อมใน   ภาวะปกติ


         2)  วิ่งอย่างมีประสิทธิภาพ  คือ วิธีการฝึกวิ่งโดยใช้พลังงานอย่าง    ประหยัดหรือมีประสิทธิภาพ  ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปรับท่าวิ่งให้นุ่มนวล ก้าวสั้นลง แต่ความถี่สูงขึ้น ฝึกใช้กล้ามเนื้อขาท่อนล่างให้มากขึ้นทดแทนกล้ามเนื้อขาท่อนบนที่มีขนาดใหญ่และใช้พลังงานเยอะกว่า 


4.   ลักษณะของชุดวิ่ง  ควรป้องกันไม่ให้มีส่วนของร่างกายได้รับแสงแดดโดยตรง และสามารถระบายอากาศได้ดี โดยอาจใช้อุปกรณ์เสริม เช่น ปลอกแขน หมวก แว่นกันแดด และครีมกันแดด เป็นต้น


การระบายเหงื่อ  เป็นกลไกธรรมชาติที่แยบยล ในการระบายความร้อนของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เราสามารถช่วยลดภาระของร่างกายได้ อย่างง่ายๆ ด้วยการวางแผนการฝึกซ้อมวิ่ง ให้เบาลงในภาวะอากาศที่ไม่เป็นใจต่อร่างกาย หรือ ให้หลีกเลี่ยงภาวะอากาศร้อนมากๆ ได้จะดีที่สุด หรืออย่างน้อย  ถ้าจำเป็นต้องวิ่งกลางแดดร้อนๆ ก็ควรหลบแดด และวิ่งใต้ร่มเงาให้มากที่สุดด้วยนะคะ



28 กุมภาพันธ์ 2562

ข้อควรรู้สำหรับนักวิ่ง มือใหม่ และมือโปร


ข้อควรรู้สำหรับนักวิ่งมือใหม่และมือโปร
ขอบคุณที่มา :  ผมเป็นนักวิ่ง

    ตอนนี้หันมองไปทางไหนก็เจอแต่สาวๆ หนุ่มๆ หรือบางทีเป็นอาอึ้มอาโกด้วยซ้ำไป ที่หันมาใส่เสื้อยืดแบรนด์สปอร์ตเก๋ๆ รองเท้าผ้าใบแบบซัพพอร์ตเท้าสีแสบๆ คาดสายรัดเอว พร้อมน้ำดื่ม และสมาร์ทโฟนเอาไว้ฟังเพลง และเก็บระยะวิ่งพร้อมแชร์ลงโซเชียลมีเดีย แม้กระทั่งพี่สาวของเราเอง ที่เมื่อ 6-7 ปีก่อนยังบอกเราอยู่เลยว่า “วิ่ง เป็นกีฬาที่เกลียดที่สุด” แต่พอได้แฟนเป็นนักวิ่งเข้าหน่อย ก็หันมาตั้งอกตั้งใจ จนตอนนี้ไปไกลถึงขั้นจะลงมาราธอนกันเลยทีเดียว
    ยิ่งมีคนหันมายิ่งออกกำลังกายกันเยอะ ก็ยิ่งน่าปลื้มใจที่เห็นคนไทยใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น แต่ก็มีหลายคนที่จู่ๆ ก็คว้ารองเท้าผ้าใบ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง โดยไม่ได้ทำการศึกษาหาข้อมูลถึงสิ่งที่ควรทำ หรือควรระวังก่อนวิ่งกันเลย ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอาการบาดเจ็บ หรืออันตรายอื่นๆ  จึงได้รวบรวมเคล็ดลับเตรียมตัววิ่งที่ถูกต้องฉบับมือใหม่ มือสมัครเล่น และมือโปรหลายๆ 

ท่านที่อาจจะยังไม่เคยรู้ มาให้อ่านเป็นเช็คลิสต์กันค่ะ

1. รองเท้าวิ่ง  สำคัญ ต้องเป็นรองเท้าสำหรับวิ่งเท่านั้น เพราะออกแบบสำหรับวิ่ง เพื่อรับแรงกระแทกและน้ำหนักของร่างกายได้ดี อย่าริอาจไปหยิบรองเท้าคิตตี้สีชมพูคู่โปรด หรือ Adidas Limited Edition สุดเท่ที่ไม่ใช่รองเท้าวิ่งมาใส่เด็ดขาด เก็บไว้เดินห้างสวยๆ ดีกว่า และควรมีขนาดหลวมเล็กน้อย พอที่จะเอานิ้วคั่นระหว่างส้นเท้ากับส่วนหลังของรองเท้าได้ เพราะหากรองเท้าคับเกินไป เท้าอาจพองหรือเจ็บได้
2. ชุดวิ่ง   ควรเลือกที่มีน้ำหนักเบา สบายผิว ระบายความร้อนได้ดี เลี่ยงชุดที่มีตะเข็บแข็งๆ หรือรัดแน่นจนเกินไป คุณผู้หญิงหากมีสปอร์ตบราก็จะดีมาก ช่วยพยุงหน้าอกไม่ให้หย่อนคล้อยไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก
3. ก่อนวิ่งต้องวอร์มร่างกายก่อน  ด้วยการออกกำลังกายเบาๆ ยืดเส้นยืดสาย แกว่งแขน แกว่งขา ให้รู้สึกได้ถึงเลือดสูบฉีดเบาๆ ห้ามมาถึงก็วิ่งเลยเด็ดขาด
4.  15-20 นาทีแรก ให้วิ่งช้าๆ เบาๆ ปรับให้สภาพร่างกายและการเต้นของหัวใจให้ค่อยๆ แรงขึ้น รวมไปถึงแขนขาด้วย
5. ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วเพื่อแข่งกับคนอื่น จำเอาไว้ว่าเราแข่งกับตัวเราเองเมื่อวาน อย่าเห็นว่าคนอื่นสับขาฟั่บๆ แล้วเราจะไปสับขาให้เท่าเขา ช่วยดูร่างตัวเองด้วย
6. ถ้ารู้สึกไม่ไหวก็อย่าฝืน ค่อยๆ ผ่อนแรงลง  วิ่งช้าลงเรื่อยๆ แล้วเปลี่ยนมาเป็นเดินแทน หากจุดประสงค์ของเราคือการออกกำลังกาย เราไม่จำเป็นต้องทำสถิติสวยหรู เดินๆ วิ่งๆ สลับกันไปเรื่อยๆ ตลอดระยะการวิ่งก็ได้
7. หากพื้นที่วิ่งไม่ค่อยเรียบ ให้คอยมองดูพื้นด้วย และหากวิ่งตอนเช้ามืดหรือตอนกลางคืนแล้วมองพื้นไม่ค่อยเห็น ให้ลองยกเท้าให้สูงขึ้นอีกนิด
8. ควรมีวินัยในการวิ่ง  ตั้งมาตรฐานของเราเอาไว้ว่าเมื่อวานวิ่งได้เท่าไร วันนี้เอาเท่าไร แล้วทำให้ถึง อย่าวิ่งหรือหยุดวิ่งตามระยะของเพื่อน เพราะร่างกายของเรากับเพื่อนไม่เหมือนกัน
9. อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ  ก่อนวิ่งให้จิบน้ำเล็กน้อย ระหว่างวิ่งหากรู้สึกกระหายก็สามารถจิบน้ำได้ แต่อย่าดื่มมากเกิน ระวังจุก
10. ไม่สมควรออกวิ่ง 7 วันติด  ควรให้ร่างกายได้พักบ้าง อาจจะ 2-3 วันแล้วพัก หรือวิ่งวันเว้นวันแทน แต่ก็ไม่ควรหยุดวิ่งไปนานๆ เช่นเดียวกัน ถ้าเริ่มแล้วก็ต้องวิ่งเรื่อยๆ ให้สม่ำเสมอ
11. อย่าลืมหมั่นตัดเล็บ  และทำความสะอาดเท้าเป็นประจำ แต่ก็อย่าตัดเล็บสั้นมากเสียจนเป็นแผลล่ะ
12. หากร่างกายไม่สมบูรณ์ 100%  เช่น ไม่สบาย เป็นหวัด มีไข้ ปวดท้อง ท้องเสีย หรือมีอาการบาดเจ็บที่ส่วนไหน ควรงดวิ่งจนกว่าร่างกายจะปกติดีเสียก่อน
13. หลังวิ่งเสร็จ ควรคูลดาวน์ ด้วยการวิ่งผ่อนแรงเบาๆ ยืดเส้นยืดสาย เพื่อไม่ให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อ
14. ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัดมากๆ  ในคราวเดียวหลังวิ่งเสร็จ ค่อยๆ จิบทีละนิดจะดีกว่า
15. พักจนกว่าจะหายเหนื่อย  ร่างกายปรับอุณหภูมิเป็นปกติเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยเริ่มอาบน้ำ ทานข้าว หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป



  ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมีร่างกายที่แข็งแรง ฟิตแอนด์เฟิร์มกันถ้วนหน้านะคะ
ขอขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก  สมุดบันทึกการวิ่ง

26 กุมภาพันธ์ 2562

วิ่งเปลี่ยนชีวิต ลดน้ำหนัก 40 กก. หนีโรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจ จนหายเกลี้ยง

หากคุณคืออีกหนึ่งคนที่มีปัญหาเรื่องอ้วนอยู่ วันนี้เรามีแรงบันดาลใจดีๆ มาฝาก เป็นเรื่องราวของคุณจอย ซึ่งเธอใช้วิธีการลดน้ำหนักด้วยการวิ่งพร้อมกับสู้กับโรค และผลที่ได้จะเป็นอย่างไร มาชมกันเลย
เธอคนนี้เคยอ้วนถึงร้อยโล แถมยังเป็น โรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจเต้นผิดจังหวะอีก เธอมีชีวิตที่ยากลำบาก เพราะต้องกินยาวันละ 16 เม็ด ฉีดยาอินซูลีน
จนถึงวันที่รู้สึกว่าร่างกายไม่สามารถไปต่อได้แล้ว ร่างกายช้ำไปหมด น้ำตาลสูงมาก ความดันสูงมาก ไขมันพุ่งสุดๆหัวใจเต้นผิดจังหวะอีก ไม่มีอะไรดีเลย “จนถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวเอง” สามีคุณจอยบอกว่า ถ้าเรายังอยากอยู่ด้วยกันนานๆ เรามาเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตกันใหม่เถอะ มาสู้ไปด้วยกัน แม้ว่ามันจะยากก็ต้องทำ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยสักอย่างเดียว
เราเริ่มต้นด้วยการควบคุมอาหารเป็นอันดับหนึ่ง ในช่วง 2 เดือนแรก คุมกันเกือบทุกมื้อ หวาน มัน เค็ม เลี่ยงได้คือเลี่ยงเลย และต่อมาก็ค่อยๆปรับ มีการออกกำลังกายมาช่วยเสริมอีก เริ่มด้วยการเดิน จอยเดินอยู่เป็นเดือน จนน้ำหนักเริ่มลงเรื่อยๆ จาก 90-80-75 กก.
แล้วน้ำหนักก็หยุดนิ่งเกือบเดือน ทำให้จอยท้อมากๆ ผมเลยบอกให้จอยลองเริ่มวิ่ง ซึ่งมันยากมากๆ วันแรกวิ่งได้แค่ 100 เมตรก็ท้อ เหนื่อย หายใจไม่ทัน ปวดเข่าอีก ก็เลยหยุดวิ่ง เมื่อน้ำหนักไม่ลง ก็ต้องเปลี่ยนกิจกรรม ที่จอยชอบแทนเพื่อจะดีขึ้น
เลยไปเต้นแอโรบิกแทน จอยเต้นจนน้ำหนักตัวลดลงมาอีกจนถึง 70 กก.คราวนี้กำลังใจมาเต็มเปี่ยม ผมเลยชวนกลับมาวิ่งอีกครั้ง ครั้งนี้วิ่งไกลขึ้น วิ่งได้ถึง 1.5 กม. และก็วิ่งมาเรื่อยๆ จาก 1 เป็น 2 กม. เพิ่มเรื่อยๆ ตามกำลังที่พอไหว จนน้ำหนักลดลงอีกจนถึงเลข 6 ซึ่งจอยไม่เคยไปถึงเลข 6 เลย ตั้งแต่ป่วยเบาหวาน ทำให้มีกำลังใจมากขึ้น พร้อมไปต่อสุดๆ กลายเป็นชอบวิ่งมากๆ วิ่งเช้า-วิ่งเย็น คุมอาหารควบคู่ไปด้วย จนเปลี่ยนวิธีชีวิตไปเลยก็ได้
พอถึงเวลาไปหาหมดตามนัด หมอก็เริ่มลดยาลงเรื่อยๆ กำลังใจมันก็มาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า “เราใช้ร่างกายมาหนักนานเท่าไหร่แล้ว ร่างกายเราต้องทำนูนทำนี่มาตลอด แต่เราไม่เคยรักษาฟื้นฟูเลย” จนถึงวันที่ร่างกายไม่ไหวจะไปต่อ สารพัดโรคก็พร้อมจะเข้ามารุมเร้าตลอดเวลา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเปลี่ยน หันมารักสุขภาพตัวเอง ดูแลตัวเอง ก่อนที่มันจะสายเกินไป มาบอกรักตัวเองด้วยการออกกำลังกายและคุมอาหารกันเถอะ
วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูก ไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาจริงๆ กับสิ่งที่หมอบอกผมกับจอย เป็นการหาหมอที่คุ้มค่า คุ้มเวลาที่สุด หัวใจมันพองโต ตื่นเต้นไปหมด เมื่อได้ยินหมอพูดมาประโยคนึงว่า …..
“ตั้งแต่หมอตรวจคนไข้มาถึงทุกวันนี้ มีแค่ 10 คน ที่ทำได้ รักษาโรคให้หายได้ด้วยตัวเอง ค่าทุกอย่างปกติมากๆ ดีขึ้นทั้งน้ำหนัก ทั้งค่าต่างๆ ลดลง เพราะฉะนั้น คุณจอยไม่ต้องกินยาใดๆ อีกต่อไปแล้ว คุณหายเป็นปกติด้วยพฤติกรรมตัวเอง” ขอบคุณคำแนะนำดีๆ และความรู้ต่างๆ จากคุณหมอ อรรถสิทธ์ โนวังหาร ขอบคุณจากใจเราสองคน
1 ปี 5 เดือน มันช่างคุ้มค่าเป็นที่สุด น้ำหนักจอยลดมาจาก 90 กก. ตอนนี้เหลือ 51 กก. รูปร่างสมส่วน เอวเดิม 40 นิ้ว ทุกวันนี้ เอว 26 นิ้ว เหมือนได้ชีวิตใหม่ มีความสุขที่สุดจริงๆ รักใครให้ชวนออกกำลังกายนะครับ
แรงบันดาจใจของคนขี้โรค ผ่านเรื่องราวบนเหรียญ
ทุกอย่างไม่มีคำว่าสายถ้าเริ่มลงมือทำ ก้าวแรกคือก้าวที่สำคัญ ถ้าใจพร้อมร่างกายมก็พยายามจนได้ ไม่เสียดายเวลาและเงินที่ลงกิจกรรมงานวิ่งต่างๆเลย เพราะผลของมันชัดเจนมาก หนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้รู้ว่า กำแพงบ้านฝาบ้านจะไม่มีที่แขวนเหรียญแล้ว ถ้วยรางวัลที่ได้อาจไม่ใช่งานใหญ่โตหรืองานที่มีนักวิ่งแถวหน้า แต่ก็เป็นงานที่ทำให้มีกำลังใจในการก้าวต่อไป เราจะไม่หยุด

แหล่งที่มา: วิ่งหนีโรค, Chanalong Wongdaeng, ขนิษฐา จันทร์ศิริ MThai

11 มิถุนายน 2561

ลองทำ 5 สิ่งนี้หลังเลิกงาน ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล


      หลังเรียนจบมา คุณก็ทำงานอย่างหนัก เพื่อปั้นอนาคตของคุณเอง บางคนอาจได้อยู่กับงานที่รัก ทำงานที่คุณรักซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เบื่อหน่าย บางคนอาจมาผิดสาย หรือบางคนรู้สึกว่า เจ้านายไม่ปลื้มอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นอย่างใจหวังไปซะทุกอย่าง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นเหมือนกันคือ คุณยังมีไฟและความมุ่งมั่น ที่จะแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าเพื่อพัฒนาตัวเอง
   เวลาหลังการทำงานนี่แหละ คือชีวิตที่แท้จริงของคุณ!!  เพราะคุณสามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่ในการพัฒนาตนเอง และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เป็นของคุณอย่างแท้จริง และคุณใช้เวลาหลังเลิกงานทำอะไรบ้างล่ะ ?
  • ดูซีรี่เรื่องโปรด
  • เล่นเกมออนไลน์กับเพื่อน
  • ปาร์ตี้แบบหนักหน่วง
  • หรือนอนหลับอย่างตายอดตายยาก

...คุณใช้เวลาไปกับสิ่งเหล่านี้รึเปล่า ?
     และหากวันนึงคุณตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ชีวิตคุณไม่ก้าวหน้าไปไหน คุณคงโทษไม่ได้แล้วหล่ะ ว่าเป็นเพราะบริษัทไม่เคยจัดครอสเทรนนิ่งคุณ หรือส่งเสริมในการพัฒนาทักษะคุณ เพราะ คุณคือผู้รับผิดชอบตัวคุณเองทั้งหมด คุณต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาตัวเอง !!
ย้ำกันอีกครั้ง!! เวลาหลังเลิกงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง หากคุณใช้มันอย่างมีประโยชน์ ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาลเลยหล่ะ

1.  สูตร 1 ทุ่ม - เที่ยงคืน

หากคุณฝันอยากเป็นนักเขียน แต่จบสายบัญชีมา คุณก็สามารถทำบัญชีในเวลางาน และใช้เวลาช่วงหลังเลิกงานในการทำงานเขียนที่คุณชอบได้ อาจเป็นบทความฟรีแลนซ์ เพื่มเพิ่มทักษะ และหารายได้ไปในตัว เริ่มเรียนรู้ทีละนิด เพิ่มทักษะทีละหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งมันจะเป็นสิ่งที่คุณถนัด และมีมูลค่ามหาศาลจนคุณอดตกใจไม่ได้
“เวลา 1 ทุ่ม จนถึงเที่ยงคืน เป็นเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิต คุณควรจัดสรรมันให้ดี แบ่งมันสำหรับครอบครัว เพื่อน คนรัก และเพิ่มทักษะความรู้”

2.  ขยายคอนเนคชั่น

ยิ่งคอนเนคชันคุณกว้างขึ้นเท่าไหร่ ความก้าวหน้าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
โดยคุณอาจเริ่มจาก
  • ช่วยบริษัทของคุณ หาพาร์ทเนอร์
  • ติดต่อกับคนที่มีความสามารถ และเรียนรู้ทัศนคติและความคิดดีๆ จากเขา
  • เข้าร่วมวงสังคมใหม่ๆ เพื่อพบปะคนเพิ่มเติม เริ่มจากคลาสโยคะ หรือคลาสเรียนภาษาก็ไม่แย่นะ
  • งาน Networking ดีๆ ที่มีแต่คนเปิดใจ
  • หรือกระทั่งการติดต่อกับคนในโลกออนไลน์อย่างกรุ๊ปใน Facebook หรือ  LinkedIn
เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีคอนเนคชั่นดีๆ ได้ไม่ช้า และใครจะไปรู้ว่า ในวันนึงพวกเขาอาจจะเป็นคนที่เปิดธุรกิจร่วมกับคุณ เป็นเจ้านายคุณ เป็นลูกน้องฝีมือฉกาจของคุณก็ได้

3.  สร้างโอกาสให้ตัวเอง

หากบริษัทไม่ให้โอกาสคุณ หรือบอสของคุณไม่เปิดโอกาสให้คุณได้เรียนรู้ คุณก็ต้องสร้างโอกาสด้วยตัวเอง อย่าหยุดอยู่กับที่ด้วยการทำงานเดิมๆ ของคุณ หากคุณอยู่ในตำแหน่งการตลาด การแว๊บไปช่วยงานฝ่ายเซลล์บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ โดยอาจอาสาทำงานฟรีๆ เพื่อช่วยเหลือตามคอนเซ็ป “สร้างงาน สร้างอาชีพ” แล้วคุณจะรู้ว่า สิ่งที่คุณได้แลกไปกับเวลา และคืนกลับมานั้นแสนคุ้มค่า เพราะคุณจะได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม กับคนอย่างหลากหลาย ได้เรียนรู้ว่างานจะเป็นไปในทิศทางใด และควรแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไร แต่ว่าอย่าให้งานอาสาสมัครของคุณ มารบกวนงานหลักของคุณล่ะ จัดสรรเวลาให้ดี

4.  อ่านให้มากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ และบุคคลสำคัญในโลก ที่เราได้รับรู้มา.. คำตอบที่ได้ยินเสมอคือ  “อ่านไปเรื่อยๆ อย่าหยุด”  คือสูตรสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ และเขามีความเชื่อว่า “ความรู้” คือกุญแจของความสำเร็จ  ถ้าอยากประสบความสำเร็จด้านไหน จงขวนขวายอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้หมด และเขามักจะถามคนอื่นๆ อยู่เสมอ ว่าคุณชอบหนังสือเรื่องไหน หนังสือเรื่องไหนน่าอ่าน จากนั้นเขาก็จะเริ่มอ่านหนังสือเหล่านั้นให้หมด

5.  ออกกำลังกายและนั่งสมาธิ

เมื่อทำทุกอย่างแล้ว จงหยุดสิ่งเหล่านั้น แล้วหันมาดูแลสุขภาพกายและใจ ด้วยการออกกำลังกายและนั่งสมาธิ คือ สิ่งสำคัญที่คุณควรทำเป็นประจำ การออกกำลังกายจะยืดอายุคุณได้นาน และคุณจะรู้สึกมีพลังทุกครั้งที่ทำ และการนั่งสมาธิจะทำให้คุณได้ทบทวนตัวเองว่าจุดอ่อน จุดแข็ง ในแต่ละวันของคุณมีอะไรบ้าง และถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก คุณจะแก้ไขมันได้อย่างไร และไม่แน่นะมันอาจจะช่วย เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับคุณได้ด้วย

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับ 5 ข้อ ที่คุณทำในหนึ่งวัน และจะเปลี่ยนอนาคตคุณไปตลอดกาล
เริ่มต้นก้าวเล็กๆ ลองทำตั้งแต่วันนี้ แล้วอีกไม่กี่ปี คุณจะพบว่า คุณก้าวหน้าขึ้นจนอดตกใจไม่ได้เลย
------------------------------------------
ขอบคุณภาพประกอบ  Cr. Pixabay